
ศึกสภาอุตสาหกรรม
...อรุณ จิรชวาลา
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือส.อ.ท. หรือที่บางคนชอบเรียกสั้นๆ ว่าสภาอุตฯ ครั้งนี้อุดไม่อยู่จริงๆ ครับ การเลือกประธานคนใหม่แทนคนเดิมที่อยู่มาใกล้จะครบ 2 วาระ กลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ แย่งเก้าอี้กัน และมีข้อครหาในเรื่องความไม่โปร่งใส
คนรู้จักที่อยู่วงในเล่าให้ฟังว่า ถ้าการเมืองไม่เข้าไปยุ่งก็คงไม่มีปัญหา แต่ฟังแล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะมีข่าวจากฝ่ายที่ร้องเรียนว่า ปัญหามีมา 1012 ปีแล้ว เพียงแต่ยิ่งนับวันยิ่งแรงขึ้น
ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ และการแย่งชิงอำนาจโดยทั่วไป ดังนี้
หนึ่ง ถ้าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ ก็คงไม่ต้องแย่งชิงกัน ผลประโยชน์ที่ว่านี้อาจไม่ใช่เรื่องของการเอาเงินเข้าพกเข้าห่อ แต่เป็นเรื่องเชิงนโยบาย อาจไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องพวกพ้อง
สมัยก่อน การรวมตัวกันเพื่อตั้งเป็นชมรมหรือสมาคม มักจะมีวัตถุประสงค์ทางสังคม หรือเพื่อการกุศลเท่านั้น คนที่ถูกเชิญให้เป็นประธานจึงมักจะต้องมีฐานะ เพราะอาจต้องเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อกิจกรรมของสมาคม บ่อยครั้งจึงเกี่ยงกัน ไม่มีใครอยากเป็น
สอง การเมืองเข้าไปที่ไหน ถ้าไม่เคยมีปัญหาก็จะเริ่มมี ถ้ามีปัญหาอยู่แล้วก็จะยิ่งยุ่งเหยิงมากขึ้น เพราะการเมืองเป็นเรื่องแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทีใครทีมัน ไปถึงที่ไหนก็อยากให้คนที่อยู่ในอำนาจที่นั่นเป็นพรรคพวกของตน หรือเอื้อประโยชน์ให้ตน
สาม คนเรามีนิสัยชอบสืบทอดอำนาจ เหมือนพืชและสัตว์ที่มีสัญชาตญาณต้องสืบทอดเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ผู้นำก่อนจะก้าวลงจากตำแหน่ง ก็มักจะผลักดันทายาท ไม่ว่าจะโดยสายเลือดหรือเป็นพวกพ้อง ให้เข้ามารับหน้าที่แทน
ในบ้านเมืองเรา เราเห็นเรื่องพวกนี้จนชินชา เช่น ตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ ก็จะมีการสืบทอดจากรุ่นพี่ไปยังรุ่นน้องคนสนิท ตำแหน่งซีอีโอถูกสืบทอดจากเจ้าสัวใหญ่ไปยังเจ้าสัวน้อย เป็นต้น
อย่าว่าแต่บ้านเราเลยครับ แม้แต่บางประเทศที่ระดับการพัฒนาสูงกว่าเรามาก เช่น สิงคโปร์ ประชาชนที่นั่นก็ยังยอมรับการสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากพ่อไปหาลูก
ผมชอบประเพณีการคัดเลือกผู้นำระดับสูงสุดของจีน ซึ่งจงใจป้องกันไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจ โดยเขาจะคัดเลือกคนค่อนข้างหนุ่ม และไม่ได้มาจากตระกูลผู้มีอำนาจในระดับสูงอยู่แล้ว สำหรับคนเก่า ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนใหม่ตามล้างตามเช็ด เพราะยังมีพรรคพวกของตนนั่งอยู่ในโปลิตบูโร กว่าคนใหม่จะกุมอำนาจได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จก็ใช้เวลาหลายปี
ในกรณีของส.อ.ท. ในครั้งนี้ เรื่องความพยายามสืบทอดอำนาจเป็นเรื่องที่ทำกันอย่างเปิดเผย เพราะประธานคนเดิมออกเดินสายช่วยผู้สมัครฝ่ายตนหาเสียง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการไม่สมควร
ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ไม่ได้เป็นการตำหนิ เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่า การที่ผู้นำเก่าสนับสนุนผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าคนในกับคนนอกขึ้น และเป็นธรรมดาที่คนนอกอาจจะรู้สึกว่าตนเสียเปรียบ ความเสี่ยงต่อการร้องเรียนจึงสูง
ผมอยากแนะนำท่านประธานคนเดิมว่า ก่อนท่านจะก้าวลงจากตำแหน่ง ควรทำเรื่องนี้ให้จบลงให้สวย อย่าให้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าท่านเป็นผู้ทำให้องค์กรแตกร้าว
ไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว อ่อนนิดยอมหน่อยท่านก็อาจจะต้องทำ เพื่อรักษาองค์กร
ลองนึกภาพดูว่า ถ้าองค์กรขนาดนี้ มีสมาชิกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมขนาดนี้ รวมทั้งมีระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยค่อนข้างสูงอย่างนี้ ยังอยู่ด้วยกันอย่างสันติไม่ได้ แล้วอนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ประชาชนคนไทยซึ่งมีระดับการศึกษาเฉลี่ยไม่สูงมาก คงจะถูกปั่นหัวให้ทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
วิธีที่ผมอยากแนะนำ คือ ให้ผู้สมัครทั้ง 2 ฝ่าย พูดคุยและตกลงกันอย่างเงียบๆ จนมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหลีกทางให้อีกฝ่ายหนึ่ง
แน่นอนที่การยินยอมจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยน เช่น อาจต้องเอานโยบายของทั้ง 2 ฝ่ายมารวมกัน อาจต้องช่วยผลักดันบางมาตรการที่อีกฝ่ายเห็นว่าสำคัญ รวมทั้งอาจจะต้องแต่งตั้งทีมของอีกฝ่ายบางคนเข้ามารับตำแหน่งในคณะกรรมการชุดใหม่
แต่ทั้งหมดนี้ต้องระวังอย่าให้เป็นเรื่องของการร่วมมือกันเข้ามากอบโกยแสวงหาผลประโยชน์ เหมือนที่พรรคการเมืองและนักการเมืองนิยมทำกัน
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ต้องการตำแหน่งก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขของอีกฝ่ายหนึ่งในทุกๆ ประเด็น เพราะถึงจะปรารถนาสันติ แต่ทุกคนก็ควรมีจุดยืนของตนเอง บางเรื่องก็ยอมได้ บางเรื่องก็ยอมไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
หากต้องยอมมากขนาดนั้น ตำแหน่งที่ได้มาก็อาจไม่คุ้มกับการต้องพายเรือให้โจรนั่ง
อย่าวัวสันหลังหวะนะครับ ที่พูดมานี้ไม่ได้ตั้งใจให้กระทบไปถึงใคร







