
นักวิชาการจี้รัฐคุมตึกสูงรับมือธรณีพิโรธ
แผ่นดินไหว 6.7 ริกเตอร์ที่ประเทศพม่า เขย่าขวัญสั่นประสาทชาวบ้านทั้งในภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ไม่เว้นกระทั่ง
แผ่นดินไหว 6.7 ริกเตอร์ที่ประเทศพม่า เขย่าขวัญสั่นประสาทชาวบ้านทั้งในภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ไม่เว้นกระทั่ง
โดย...อาทิตย์ เคนมี
แผ่นดินไหว 6.7 ริกเตอร์ที่ประเทศพม่า เขย่าขวัญสั่นประสาทชาวบ้านทั้งในภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ไม่เว้นกระทั่ง “มนุษย์ตึก” ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เหตุเพราะตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงที่ตั้งอยู่บนชั้นดินอันอ่อนนุ่มไม่ต่างไปจากเต้าหู้ยี้ มีความอ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยบนตึกสูงสามารถสัมผัสได้ถึงอาการเกรี้ยวกราดจากปรากฏการณ์ธรณีพิโรธ โดยในพื้นที่ กทม.มีอาคารสูงเกิน 15 ชั้น จำนวนกว่า 2,700 อาคาร ซึ่งเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น
ทว่า ดูเหมือนแรงกระเพื่อมของแผ่นดินไหวครั้งนี้คล้ายจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนเช่นทุกครั้งที่เกิดเหตุทำนองนี้
ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวและการสั่นสะเทือน ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งปลูกสร้างที่รัฐควรเฝ้าระวังนอกจากตึกเก่าแล้ว ควรต้องตรวจสอบควบคุมอาคารที่ก่อสร้างใหม่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพราะไม่อาจไว้วางใจได้ว่าวิศวกรผู้ออกแบบอาคารมีมาตรฐานทางวิชาชีพเพียงพอหรือไม่
“ปัญหาสำคัญ คือ ทุกวันนี้เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายใดที่บังคับให้ผู้ประกอบการเปิดเผยรายละเอียดของงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอาคารว่ามีการคำนวณถูกต้องตามมาตรฐานจริงหรือไม่ อีกทั้งไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ทุกอาคาร ทำให้ประชาชนต้องฝากชีวิตไว้กับวิศวกรเท่านั้น” ปณิธาน กล่าว
อาจารย์ปณิธาน ย้ำว่า ประชาชนในฐานะผู้บริโภคควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูลความแข็งแรงของอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ฉะนั้นรัฐต้องสร้างหลักประกันและให้ความคุ้มครองผู้บริโภคด้วยการออกกฎหรือประกาศบังคับให้เจ้าของอาคารต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
อาจารย์ปณิธาน กล่าวว่า นอกจากอาคารของภาคเอกชนแล้ว ภาครัฐจะต้องตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐเอง โดยเฉพาะอาคารราชการซึ่งมีความเก่าแก่และผ่านการใช้งานมายาวนาน เช่น ทำเนียบรัฐบาล ตึกบัญชาการทั้งทหารและตำรวจ สถานีดับเพลิง โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อคนส่วนรวม ทั้งระบบไฟฟ้า ประปา และการคมนาคม
“ทางด่วน สะพาน และเส้นทางคมนาคมต่างๆ ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ หากพิการหรือถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่ก็จะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือได้” อาจารย์ปณิธาน กล่าว
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปณิธาน แนะว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลในการเสริมความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งหมด หากแต่ต้องจัดลำดับความสำคัญและทยอยปรับปรุงซ่อมแซมในจุดอ่อน
“แม้ว่าปรากฏการณ์แผ่นดินไหวจะมีคาบเวลาของการเกิดเหตุซ้ำ ทิ้งช่วงกันนานพอสมควร แต่ความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติก็ทำให้ไม่อาจชะล่าใจได้ ฉะนั้นต้องตื่นตัวในการรับมือ แต่อย่าตื่นตระหนก”
เช่นเดียวกับ เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า รัฐควรเป็นต้นแบบในการปรับปรุงอาคารของรัฐก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้เอกชนทำตาม ซึ่งงบประมาณเสริมสร้างความแข็งแรงของอาคารจะตกอยู่ประมาณ 5-10% เท่านั้น
ที่สำคัญ ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน รวมถึงมีการซักซ้อมอพยพหนีภัยแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบแบบแผน เพราะภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป







