
ส่งออกพุ่งสวนทางบาทแข็ง
หลังจากตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลกระส่ำ จากคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม ความกังวลใจว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว
หลังจากตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลกระส่ำ จากคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม ความกังวลใจว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลกระส่ำ จากคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม ความกังวลใจว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว จนธนาคารชาติแต่ละแห่งจะลดหรือคงดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกจากราคาอาหารและน้ำมัน ทำให้ต้องเลือกระหว่างคุมเงินเฟ้อกับกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เลือกที่จะคุมเงินเฟ้อให้อยู่หมัดมากกว่าที่จะเลือกลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เสียงเตือนจากนักค้าเงิน นักธุรกิจ และนายธนาคาร ในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มคุมเงินเฟ้อของ ธปท.นั้น จะทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียง คือ ทำให้เงินไหลเข้าและค่าเงินบาทจะแข็งค่ามาก มีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความกังวลเรื่องเงินร้อนนั้น ไม่น่าจะผิดจากความเป็นจริง หลังจากนักลงทุนตั้งหลักได้จากปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ก็เริ่มกลับเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาคนี้ สำหรับประเทศไทยเอง เพียง 2 สัปดาห์นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยรวมแล้วสุทธิ 19,633.07 ล้านบาท และเงินยังคงไหลเข้าในตลาดพันธบัตรอีก 3.5 แสนล้านบาท
จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แรงซื้อต่างชาติยังเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนกังวลกับการเมืองน้อยลง เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่ดี กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 30% ค่าพี/อียังน่าสนใจ สภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาค โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ขณะเดียวกัน นิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการสมาคมค้าตราสารหนี้ไทยเองก็ยอมรับว่า ในช่วงไตรมาสแรกมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้นกว่า 3.6 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาซื้อขายระยะสั้น ซึ่งคาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะมีมูลค่าการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ซึ่งระหว่างปีคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น 1.5 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เงินไหลเข้ามารอบนี้ไม่ได้ไหลเข้ามารุนแรงเหมือนน้ำป่าที่ไหลมาท่วมภาคใต้ จะมาเป็นน้ำไหลเอื่อยๆ แต่เรื่อยๆ ถ้าไม่จับตาดูให้ดีเผลอๆ น้ำก็จะท่วมได้ คือกว่าจะรู้ตัวเงินบาทก็แข็งโป๊กไปแล้ว
ที่นักวิเคราะห์มองว่าเงินจะไม่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพราะเงินที่นักลงทุนทยอยเทขายหุ้นไทยไปเนื่องจากตกใจเหตุการณ์ในประเทศญี่ปุ่น ก็ยังไม่มีการนำเงินออกจากประเทศไทยไปมากเท่าที่เกิดอาการวิตกกันว่าบริษัทแม่ของญี่ปุ่นที่ออกไปลงทุนทั่วโลก จะดึงเงินกลับญี่ปุ่นเพื่อไปฟื้นฟูประเทศ
พรายพล คุ้มทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังกล่าวว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องของสถานการณ์เงินทุนไหลเข้ามากสุด เพราะอาจกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการภาคส่งออก ดังนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ ธปท.เองก็พร้อมเข้าแทรกแซง เพื่อไม่ให้ค่าเงินผันผวนเกินไป
ขณะที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเริ่มต้นสัปดาห์ที่ระดับ 30.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และระหว่างสัปดาห์ก็ปรับตัวแข็งๆ อ่อนๆ สลับกันไป จนปิดตลาดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 30.27-30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้นักค้าเงินคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 30.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
เงินบาทที่แข็งค่านี้ทำให้ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศดูมีน้อยลง เพราะเมื่อตีมูลค่าเป็นเงินบาท ซึ่งอยู่ในช่วงที่ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เป็นเพียงการขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น
อย่างไรก็ดี เงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ในรอบนี้ จะกระทบการส่งออกหรือไม่ นักวิเคราะห์ฟันธงว่า ไม่มีผลต่อการส่งออกของไทยเลย เนื่องจากขณะนี้เกิดภัยพิบัติทั่วโลก ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มสูงขึ้นมาก และต้องซื้อในระดับราคาที่สูง ไทยจึงส้มหล่นในฐานะเป็นครัวของโลก แม้พื้นที่การเกษตรจะเสียหายจากภัยธรรมชาติบ้าง แต่ก็ยังมีผลผลิตส่งออกได้ไม่น้อย
กระทรวงพาณิชย์มั่นใจมากว่าค่าเงินบาทไม่ทำความระคายเคืองกับการส่งออก นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ถึงกับประกาศว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 10% เป็น 12% คิดเป็นมูลค่า 2.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7 ล้านล้านบาท เนื่องจากการขยายตัวของตลาด เช่น อาเซียนเพิ่มขึ้น 23% จีนเพิ่มขึ้น 20% อินเดีย 18% รวมถึงการที่สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีการระดมทุนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจสูงมาก
สำหรับสินค้าที่คาดว่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น อย่างเช่น ข้าว คาดว่าจะขยายตัว 5% หรือประมาณ 9.5 ล้านตัน มันสำปะหลัง คาดว่าจะส่งออกได้ 6.9 ล้านตัน มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากความต้องการใช้โดยรวมเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม
ปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่ามีผลกระทบต่อการส่งออกคือ ปัจจัยจากธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตลดลง การใช้สินค้าเกษตรเพื่อผลิตพลังงานทดแทน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่จะวางใจว่าเงินร้อนจากต่างชาติจะไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงเสนอ 10 มาตรการ เพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือ
1.ให้ตรวจสอบเงินสกุลเหรียญสหรัฐที่เข้ามาทำกำไรและบัญชีผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ พร้อมทั้งเข้มงวดการเข้ามาในลักษณะเก็งกำไรในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้
2.ให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 5,000 ล้านบาท และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ค้ำประกัน
3.ศึกษาความเป็นไปได้ในการชดเชยการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
4.ให้เอกชนสามารถชำระค่าระวางสินค้าและค่าสินค้าด้วยเงินสกุลเหรียญสหรัฐ
5.ให้กระทรวงการคลังช่วยเหลือด้านวงเงินค้ำประกันล่วงหน้า และให้รัฐบาลช่วยเหลือด้านค้ำประกันให้ไม่เกินร้อยละ 5
6.ให้ ธปท.คงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง
7.ให้มีเงินกู้ซื้อเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี และการผลิตอื่นๆ โดยกำหนดอัตราภาษีขาเข้าร้อยละ 0.1 และให้ประเมินมูลค่าเครื่องจักรเพื่อตัดค่าความเสื่อมมากกว่า 1 เท่า
8.ให้ ธปท.บริหารจัดการเงินทุนสำรองที่มีมากกว่า 1.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ให้มีประสิทธิภาพและก่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
9.ให้กระทรวงการคลังมอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะศึกษาความเป็นไปได้ในการทำแผนการชำระหนี้ก่อนระยะเวลาของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีหนี้ต่างประเทศ
10.มาตรการต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง และ ธปท. ที่ประกาศใช้แล้วควรเร่งรัดและผลักดันให้เกิดผลในการปฏิบัติอย่างแท้จริง
ทั้ง 10 มาตรการนั้น เป็นข้อเสนอของเอกชน แต่คงจะยังไม่มีการพิจารณาอะไร คนที่จะดูแลค่าเงินบาทคงจะเป็น ธปท.ทำไปโดยลำพัง เพราะรัฐบาลนี้ก็นับถอยหลังรอวันยุบสภา คงต้องรอให้รัฐบาลใหม่มาพิจารณา ซึ่งคงจะไม่สายเกินไป หากธรรมชาติยังเป็นใจให้ประเทศไทยอย่างนี้
ฉะนั้น ฟันธงได้ว่าในปีนี้พระเอกที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้ยังเดินหน้าต่อไปได้คือการส่งออก ไม่ใช่การบริโภคในประเทศ แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าก็ไม่สามารถดึงการส่งออกให้ลดลงมาได้







