
ไทยควรเร่งขจัดอุปสรรค ดึงดูดการลงทุนใหม่จากญี่ปุ่น
เหตุธรณีพิบัติภัยขนาด 9 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. 2554 นับว่าเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงเป็นอันดับ 5 ของโลก
เหตุธรณีพิบัติภัยขนาด 9 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. 2554 นับว่าเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงเป็นอันดับ 5 ของโลก
เท่าที่เคยมีมา โดยได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่ในเขตโตโฮคุ และตอนเหนือของเขตคันโต โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ มิยางิ ฟูกุชิมา อิวาเตะ และอิบารากิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นหลายสาขา ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ ยาและอุปกรณ์การแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งระบบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่างๆ และยังเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นๆ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศอีกด้วย
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ระหว่าง 16–25 ล้านล้านเยน (1.97–3.08 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ปัจจุบัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ศึกษาถึงผลกระทบของเหตุการณ์ต่อการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในระยะต่อไป พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต
ยานยนต์ : ชิ้นส่วนยานยนต์ (เช่น ชิ้นส่วนตัวถัง แบตเตอรี่ไฮบริด และเครื่องยนต์ เป็นต้น) และโรงงานประกอบรถยนต์นั่งบางแห่งของผู้ผลิตบางราย
อิเล็กทรอนิกส์ : ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจร ซิลิคอนเวเฟอร์ เป็นต้น) โรงงานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็ก ทรอนิกส์ (เช่น คอมพิวเตอร์ จอ LCD เป็นต้น) และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กับยานยนต์ (เช่น จอ Navigator display สายไฟ และเซ็นเซอร์ เป็นต้น)
เครื่องจักร : เครื่องจักรต่างๆ เช่น เครื่องกลึง เครื่องเจาะ รวมถึง เครื่องจักรที่ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เช่น เครื่องจักรที่ใช้กับยานยนต์ (เช่น ขอบซีลยาง อุปกรณ์ถังก๊าซที่ใช้ในรถยนต์) และหุ่นยนต์ประกอบสินค้าในโรงงาน เป็นต้น
เคมีภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม : เช่น พลาสติก โฟม และฟิล์มสำหรับรถยนต์ เซรามิกสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และพลาสติกสำหรับห่ออาหาร เป็นต้น
เวชภัณฑ์/การแพทย์ : ยาและวัคซีนสำหรับมนุษย์และสัตว์ เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น
อาหาร : เช่น เบียร์ เหล้าสาเก นม ขนมปัง และผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป เป็นต้น
เหตุธรณีพิบัติภัยที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในภาพรวมของการผลิตดังนี้
1-2 สัปดาห์แรก : โรงงานในพื้นที่ประสบภัยส่วนใหญ่ต้องหยุดการผลิต เนื่องจากระบบผลิตของโรงงานบางส่วนได้รับความเสียหาย และมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ นอกจากนั้นระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอื่นๆ ถูกตัดขาดในแถบโตโฮคุ ส่วนโรงงานในแถบคันโตต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการประหยัดไฟฟ้า
โรงงานในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่นที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากโรงงานในพื้นที่ประสบภัยต่างต้องหยุดการผลิตตามไปด้วยหลังจากที่สต๊อกวัตถุดิบหมดลง
สินค้าคงคลังและท่าเรือเสียหาย ทำให้การส่งออกสินค้าสำเร็จรูปและการนำเข้าสินค้าทุนหยุดชะงัก (นอกจากนั้นยังกระทบต่อการผลิตในประเทศอื่นๆ ที่ใช้สินค้าทุนจากญี่ปุ่นอีกด้วย)
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาดำเนินการได้ จากการปรับตัวของผู้ประกอบการด้วยการปรับใช้ทรัพยากรในส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหายให้สามารถผลิตทดแทนส่วนที่เสียหายเพื่อรักษากำลังการผลิตให้ใกล้เคียงก่อนเกิดเหตุให้มากที่สุด
ผลกระทบด้านการลงทุนภายนอกประเทศญี่ปุ่น
ขณะนี้ผู้ประกอบการยังคงอยู่ในระหว่างแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ได้แก่การประเมินความเสียหายรวมไปถึงซ่อมแซมและปรับระบบการผลิตเพื่อรักษากำลังการผลิตเดิม ในขณะที่การกำหนดแผนลงทุนในระยะยาวนั้นจะต้องพิจารณาจากสภาพความเสียหายที่ประเมินได้ ผนวกกับประสบการณ์ของผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรในการตัดสินใจ ดังนั้น ผลบวกหรือโอกาสที่ไทยอาจจะได้รับจากการขยายการลงทุนใหม่ของญี่ปุ่นในอนาคตจึงน่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยในไตรมาส 2 ปี 2554 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นนั้นอาจชะลอลง ซึ่งอาจเป็นความท้าทายต่อการรักษาเป้าหมายการลงทุนในปีนี้ที่ BOI ตั้งเป้าเอาไว้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (104,442 ล้านบาท) เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นอาจต้องดึงเงินกลับไปซ่อมแซมความเสียหายที่บริษัทแม่
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ในปีถัดๆ ไป นักลงทุนญี่ปุ่นอาจเริ่มกลับมาทบทวนแผนการลงทุนและกระจายการลงทุนออกไปนอกประเทศเพิ่มขึ้น จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้
ยอดขายและการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
จากข้อมูลของ JBIC พบว่าตลอดทศวรรษ 2000s ภาคการผลิตญี่ปุ่นมีสัดส่วนยอดขายนอกประเทศต่อยอดขายทั้งหมด และสัดส่วนการผลิตนอกประเทศต่อการผลิตทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดย JBIC คาดการณ์ว่าสัดส่วนการผลิตนอกประเทศต่อการผลิตทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นจาก 31.8% ในปี 2553 เป็น 35.2% ในปี 2556
อุปสงค์ในประเทศญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มลดลงในอนาคต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตญี่ปุ่นต้องเร่งหาตลาดใหม่นอกประเทศ
ความต้องการบริโภคเอกชนในญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะซบเซา และมีแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในอนาคต โดยมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตฟองสบู่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s และยังได้รับอิทธิพลจากจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการบริโภคจากภาครัฐบาลก็มีแนวโน้มลดลงในอนาคตเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้ระยะยาวคิดเป็น 1.7 เท่าของ GDP และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถก่อหนี้เพื่อมาเป็นรายจ่ายกระตุ้นการบริโภคในอนาคตได้มากนัก ซึ่งสะท้อนจากยอดขายรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นที่ลดลงอย่างรวดเร็วในเดือน ต.ค. 2553 หลังจากที่งบประมาณรัฐบาลเพื่อกระตุ้นการซื้อ/เปลี่ยนรถยนต์ประหยัดพลังงานหมดลงในเดือน ก.ย. 2553
ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
นับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นด้วยความถี่ที่มากขึ้น ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Pacific Ring of Fire) มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุมากกว่าบริเวณอื่นๆ ของโลก
ดังนั้นเหตุแผ่นดินไหวจึงนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจที่สำคัญ เพราะหากเกิดขึ้นอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งก็จะส่งผลกระทบให้ธุรกิจหยุดชะงักและกระทบสายการผลิตของทั้งโลกไม่เฉพาะแต่ในญี่ปุ่น
ไทยคือเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญในอาเซียน แต่ไทยควรเร่งพัฒนาเพื่อให้มีความพร้อมรองรับการลงทุนมากยิ่งขึ้น
ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2553 ไทยรับการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นในภาคการผลิตเป็นมูลค่า 1,189 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 9% (YoY) เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ขนส่ง เครื่องจักรไฟฟ้า เคมีและเวชภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าไทยมีศักยภาพที่จะรักษาความเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากญี่ปุ่น จากความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและปัญหามาบตาพุดที่คลี่คลายลงไป ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน
อย่างไรก็ดีไทยมีปัจจัยที่ยังต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ดังนี้
ด้านสาธารณูปโภค : ไทยควรพัฒนาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งมีความพร้อมเหนือกว่าบางประเทศในอาเซียนอยู่แล้ว (เช่นกลุ่ม CLMV) ให้ยิ่งมีความพร้อมมากขึ้นเพื่อให้สามารถแข่งขันกับมาเลเซียและสิงคโปร์ได้
ด้านแรงงาน : ไทยควรพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างจากกลุ่ม CLMV และเพื่อชดเชยจุดอ่อนในด้านค่าแรงที่นับวันจะยิ่งสูงขึ้น
ด้านการส่งเสริมจากภาครัฐ : ไทยควรมีมาตรการส่งเสริมจากรัฐบาลที่สอดประสานกันในทุกๆ ด้าน เช่น อากรขาเข้าของวัตถุดิบ ภาษีเงินได้นิติบุคคล วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน สิทธิประโยชน์ BOI เป็นต้น เพื่อให้นักลงทุนเกิดความสะดวก และไทยได้รับประโยชน์จากการให้การส่งเสริมอย่างเต็มที่
โดยความพร้อมของไทย จะทำให้ไทยสามารถอาศัยประโยชน์จากความร่วมมือจากเขตการค้าเสรีต่างๆ ที่ไทยเข้าร่วมเพื่อดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่ แต่หากไทยไม่สามารถพัฒนาความพร้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ก็อาจต้องเสียเปรียบในการแข่งขันที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในอาเซียน และส่งผลทำให้ไทยมีความน่าสนใจลดลงในมุมมองของนักลงทุนญี่ปุ่นได้
หากไทยเร่งพัฒนาจุดอ่อนให้กลายมาเป็นจุดแข็งได้ ก็จะสามารถรักษาความเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน และก้าวสู่การแข่งขันในระดับเอเชียได้ในอนาคต







