posttoday
ลากยาวเจบีซีเข้าทางปืนกองทัพ

ลากยาวเจบีซีเข้าทางปืนกองทัพ

31 มีนาคม 2554

เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีการประชุมรัฐสภาไทยเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีการประชุมรัฐสภาไทยเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีการประชุมรัฐสภาไทยเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) รวม 3 ฉบับ ว่าสาเหตุใดถึงไม่สามารถมีมติรับรองได้ทันที โดยสะท้อนออกมาจากการประชุมรัฐสภาที่ล่มอย่างเป็นและไม่เป็นทางการถึงสองครั้งในวันที่ 25 มี.ค. และ 29 มี.ค.

ทั้งนี้ ตามความเป็นจริงเรื่องนี้ด้วยได้รับการพิจารณาให้แล้วเสร็จตั้งนานแล้ว เพราะคณะรัฐมนตรีเสนอเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2553 แต่ด้วยเงื่อนไขของสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แสดงท่าทีคัดค้านไม่ให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้ เพราะมีข้อกังวลเกี่ยวกับอธิปไตยของไทย ทำให้รัฐบาลซื้อเวลาด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการของรัฐสภาขึ้นมา จนกระทั่งพิจารณาแล้วเสร็จและเสนอให้รัฐสภาพิจารณาได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีอันล่มไม่เป็นท่าอยู่ถึงปัจจุบัน

ลากยาวเจบีซีเข้าทางปืนกองทัพ

เหตุผลตามกระแสหลักมีการประเมินว่ามาจากความบกพร่องของตัวสมาชิกรัฐสภาเองว่าขาดระเบียบวินัย ไม่ยอมเข้ามาทำการประชุมเพื่อให้การทำงานฝ่ายนิติบัญญัติสามารถเดินหน้าไปได้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทของทั้งสองประเทศ ทำให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาย่อมหนีไม่พ้นการตกเป็นจำเลยของสังคมไป โดยปริยาย

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย เพราะวันที่มีการประชุมรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมาบันทึกการประชุมเข้าข่ายมาตรา 190 หรือไม่ ทำให้บรรดาสมาชิกรัฐสภาเกรงว่าการลงมติรับรองรายงานดังกล่าวจะเท่ากับว่าเป็นการรับรองบันทึกการประชุมไปด้วย

ประกอบกับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในข้อกฎหมายว่ารัฐสภามีอำนาจ “รับทราบ” หรือไม่ เพราะถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กำหนดถึงอำนาจของรัฐสภาเอาไว้ชัดเจนว่า “ให้ความเห็นชอบ” ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายแตกต่างกันในทางกฎหมาย ทำให้เกรงว่ารัฐสภาอาจจะใช้อำนาจหน้าที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาเลือกที่จะประวิงเวลาออกไปก่อน โดยยอมแลกกับการเป็นขี้ปากของสังคมแทน ดีกว่าจะไปซ้ำรอยเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแบบ “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.ต่างประเทศ โดยไม่จำเป็น

บนภาพลักษณ์และภาพพจน์ที่น่าละอายนั้น ก็แฝงเอาไว้ด้วยข้อดีและข้อได้เปรียบของรัฐบาลไทยไม่น้อยเช่นกัน

ข้อดีที่สุดประการหนึ่ง คือ การทำให้การประชุมเจบีซีอาจต้องล่าช้าออกไป เพราะไทยสามารถนำเรื่องนี้เป็นข้ออ้างได้ว่าในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติของไทยไม่ได้รับรองบันทึกการประชุม 3 ครั้งที่ผ่านมา ย่อมทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินการได้ การที่การประชุมไม่สามารถดำเนินการได้ในลักษณะนี้ ถือว่าเป็นความประสงค์ของรัฐบาลไทยอยู่แล้ว

ความต้องการของไทย โดยเฉพาะกองทัพ คือ ไม่ต้องการให้อินโดนีเซียเข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของทั้งสองประเทศ เพราะจะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นพหุภาคี ไม่ใช่ทวิภาคีตามที่ไทยต้องการ

“เป็นเรื่องระหว่างทวิภาคี ถ้าเราคุยกันได้เองก็ไม่จำเป็นต้องไปประชุมในประเทศที่สาม ซึ่งทางอาเซียนตกลงว่าจะให้ทางประเทศอินโดนีเซียมาร่วมในการแถลงไม่ได้ มาร่วมในการประชุมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราก็ทำทุกอย่างตามขั้นตอนอยู่แล้ว” เป็นท่าทีที่ออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม แสดงถึงความไม่ต้องการให้อินโดนีเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง

อีกเหตุผลสำคัญของกองทัพ คือ เกรงว่าถ้ามีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชาขึ้นในช่วงต้นเดือน เม.ย. จะทำให้ไม่มีเงื่อนไขที่อินโดนีเซียในฐานะกรรมการห้ามมวยจะสามารถส่งทหารเข้าไปในพื้นที่พิพาทได้ แม้ว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นข้อดีที่ไทยจะไม่ได้ถูกกล่าวหาจากกัมพูชาฝ่ายเดียวว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานก่อนก็จริง

แต่การมีทหารจากประเทศที่สามเข้าไปในพื้นที่ ถ้าประจำการไม่นานและปัญหาทั้งสองประเทศจบได้เร็วก็ยังไม่ส่งผลอะไร แต่ถ้าเป็นทหารประเทศที่สามยิ่งอยู่นานขณะที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กัมพูชายกระดับปัญหานี้ข้ามกระบวนการของอาเซียนไปสู่สหประชาชาติ เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกทวิภาคีไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เท่ากับว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมที่กัมพูชาจะดึงยูเอ็นเข้ามาเล่นเกมนี้ด้วย

หากสถานการณ์เข้าทางในลักษณะนี้ อำนาจต่อรองของไทยก็แทบจะหมดไปในการเจรจากับกัมพูชา เพราะต้องผ่านกระบวนการของนานาชาติไปโดยปริยาย สถานการณ์แบบนี้คงไม่เป็นที่พึงประสงค์ของไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากกองทัพประเมินว่าเป็นการเสียเปรียบในการอ้างสิทธิเหนือดินแดนตัวเองและพื้นที่พิพาทในเชิงสัญลักษณ์ ผลที่ตามมาคงหนีไม่พ้นการให้บรรดาองค์กรโลกบาลเข้ามาแทรกแซงปัญหานี้ ความได้เปรียบที่ไทยเคยมีก็จะเสียไป

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญจำหน่ายคำร้องให้วินิจฉัยบันทึกการประชุมเจบีซีออกไป เพราะเท่ากับว่าให้รัฐบาลสามารถดำเนินการตามกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติได้

โดยสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ การปรับท่าทีระหว่างกองทัพและรัฐบาลให้มีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น เป็นเพราะการแสดงท่าทีของกองทัพดังกล่าวได้สร้างความหนักใจให้กับกระทรวงการต่างประเทศพอสมควร เนื่องจากกระทรวงได้เข้าไปดำเนินการทางการทูตกับทั้งอินโดนีเซียและกัมพูชาแล้วว่าการประชุมเจบีซีจะมีขึ้นที่ประเทศที่สาม เพื่อให้การเจรจาทวิภาคีเดินหน้าไปได้ตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

เพราะฉะนั้น ถ้าภายในของไทยระหว่างกองทัพกับรัฐบาลยังไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมส่งผลให้ไทยต้องเสียเปรียบในเวทีโลกไปโดยปริยาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท