
โลกภายใต้กัมมันตรังสีญี่ปุ่น
สิ่งที่เอเชียยังไม่ตระหนัก คือ แนวโน้มสถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น จนการแพร่ของกัมมันตรังสีลุกลามมาถึงประเทศอื่นๆ ผ่านทางสภาพอากาศโลกที่ผันแปร.....
สิ่งที่เอเชียยังไม่ตระหนัก คือ แนวโน้มสถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น จนการแพร่ของกัมมันตรังสีลุกลามมาถึงประเทศอื่นๆ ผ่านทางสภาพอากาศโลกที่ผันแปร.....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 1986 เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตประเทศยูเครนประชิดเบลารุส การระเบิดในครั้งนั้นนับเป็นหายนภัยด้านนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ พบกัมมันตรังสีแพร่กระจายในวงกว้าง กินพื้นที่ครอบคลุมซีกตะวันออกของสหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก บางส่วนของยุโรปตะวันตก และยุโรปเหนือ ต้องอพยพผู้คนหนีตายกว่า 3.4 แสนคน
จนบัดนี้ บางเมืองถูกทิ้งร้าง พื้นที่การเกษตรไม่สามารถเพาะปลูกได้ ป่าหลายแห่งเต็มไปด้วยพืชและสัตว์ที่กลายพันธุ์จากกัมมันตรังสี และถึงขณะนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตในระยะยาวจากการปนเปื้อนกัมมันตรังสีสูงถึง 4,000 คน ขณะที่ Greenpeace ประเมินว่าตัวเลขอาจสูงถึง 2 แสนคน
วันนี้หลายฝ่ายวิตกว่า หายนภัยที่เชอร์โนบิลอาจจะเกิดขึ้นซ้ำรอยที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไดอิชิ จังหวัดฟูกุชิมา ของญี่ปุ่น
แม้ระดับความร้ายแรงที่ญี่ปุ่นจะยังไม่เทียบเท่ากับหายนะที่เชอร์โนบิล ซึ่งอยู่ในระดับ 7 เป็นระดับสูงสุดจากการประเมินโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) แต่ความหวาดกลัวเริ่มรุนแรงไม่แพ้กัน
นั่นคือความหวาดกลัวถึงอันตรายจากการปนเปื้อนและฟุ้งกระจายของกัมมันตรังสี ที่เคยเขย่าขวัญสั่นประสาทชาวยุโรปจนไม่ต้องเป็นอันกินอันนอน ต้องคอยจับระดับรังสีว่าอยู่ในระดับที่เลวร้ายเพียงใด กระทั่งผลิตภัณฑ์การเกษตรตั้งแต่ข้าวสาลีจนถึงน้ำนมวัว ตั้งแต่ในยุโรปตะวันออกจนถึงอังกฤษ ต้องถูกทำลายทิ้งปริมาณมหาศาล เนื่องจากพบการปนเปื้อนในระดับที่สูงมาก
ขณะนี้ชาวเอเชียกำลังเผชิญกับความหวาดกลัวนั้นอย่างจับจิต และยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นเมื่อมีการตรวจพบกัมมันตรังสีในอากาศที่เกาหลีใต้ จีน หรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์ บ่งชี้ว่าขณะนี้ระดับการปนเปื้อนในยุโรปกระจายจากเอเชียตะวันออกลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คล้ายคลึงกับวิกฤตเชอร์โนบิลที่ระดับการปนเปื้อนกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆของยุโรปในวงกว้าง
หากใช้การปนเปื้อนหลังการระเบิดที่เชอร์โนบิลเป็นมาตรฐาน การกระจายของกัมมันตรังสีหรือปรากฏการณ์ “Nuclear Fallout” จากการระเบิดของแกนเตาปฏิกรณ์ จะขยายวงครอบคลุมทั้งการปนเปื้อนในอากาศ ในดิน และในน้ำ หรืออาจกล่าวได้ว่าห่วงโซ่อาหารจะได้รับผลกระทบอย่างครบวงจร
ขอบข่ายของปรากฏการณ์ Fallout แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ “แพร่กระจายในระดับโลก” และ “แพร่กระจายในระดับท้องถิ่น”
การแพร่กระจายในระดับโลกเกิดขึ้นเมื่อผงฝุ่นกัมมันตรังสีพัดพาขึ้นไปสู่บรรยากาศโลกในชั้นสตราโตสเฟียร์ ถ้าการระเบิดกลางอากาศมีความรุนแรงถึงระดับ 10 กิโลตัน และถ้าหากเกิดการระเบิดและการแพร่กระจายในระดับนี้ ทั่วโลกจะได้รับกัมมันตรังสีในปริมาณเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่กัมมันตรังสีจะตกลงสู่แผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นกับอุปกรณ์ด้านนิวเคลียร์ที่มีอยู่มากมายมหาศาลในประเทศซีกโลกเหนือ
ส่วนการแพร่กระจายในระดับท้องถิ่น เกิดขึ้นจากการระเบิดภาคพื้นดิน มีระยะการกระจายในวงจำกัด ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และอาจเจือจางหรือสูญสลายไปหากพัดไปตามกระแสลมในวงกว้าง
กระนั้นการปนเปื้อนในพื้นที่จำกัดอาจกระจุกตัวในปริมาณที่สูงมาก โดยเฉพาะการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและในเนื้อดินในระยะยาว ยังผลให้เกิดความผิดปกติของพันธุกรรมในสัตว์และมนุษย์
หายนะที่เชอร์โนบิลนับเป็นการกระจายในระดับท้องถิ่น แต่ยังผลต่อห่วงโซ่ชีวิตอย่างรุนแรง เนื่องจากอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำสำคัญของยุโรปตะวันออก คือ ลำน้ำสาขาของแม่น้ำดนีเปอร์ ยังผลให้ปลาในแหล่งน้ำหลายแห่งทั่วยุโรปปนเปื้อนกัมมันตรังสีสูงมาก จนไม่สามารถนำมารับประทานได้
นอกจากนี้ ใกล้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวสาลีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งระดับการปนเปื้อนในเนื้อดินขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของดินในพื้นที่นั้นๆ ว่า เอื้อต่อการกักเก็บกัมมันตรังสีมากน้อยเพียงใด ผลปรากฏว่าสภาพการปนเปื้อนในดินในยูเครนกินพื้นที่กว้างถึง 8.4 ล้านเฮกตาร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรถูกควบคุมอย่างหนักจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับ ผลิตภัณฑ์เกษตรจากเบลารุสและรัสเซีย
ในระยะแรกกัมมันตรังสีได้เผาผลาญป่าสนในรัศมี 10 กิโลเมตร ที่เคยเขียวสดให้กลายเป็นสีสนิมเหล็ก จนป่าดังกล่าวถูกขนานนามใหม่ว่า “ป่าแดง” ในระยะต่อมา สัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มกลายพันธุ์ บ้างมีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ บ้างระบบการสืบพันธุ์ล้มเหลว บ้างมีอวัยวะพิกลพิการ ซึ่งการกลายพันธุ์ยังพบในสัตว์ป่าที่เยอรมนีและโปแลนด์ ซึ่งอยู่ในทางใต้ลม
ส่วนทิศทางของการปนเปื้อนกัมมันตรังสี จะแพร่ไปตามทิศทางของกระแสลมเป็นหลัก และไม่จำเป็นว่าพื้นที่โดยรอบโรงงานจะพบการปนเปื้อนมากที่สุด เพราะปรากฏว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับเป็นประเทศเบลารุส ที่ตั้งอยู่ทางใต้กระแสลมที่พัดจากเชอร์โนบิลทางตะวันตกมายังทิศตะวันออก ยังผลให้มีระดับการปนเปื้อนสูงถึง 60% ของทั้งหมด
แต่มิได้หมายความว่า ประเทศที่อยู่ในทิศทางลมด้านอื่นๆ หรือตั้งอยู่ใต้ลมห่างออกไป จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ผลการศึกษาโดย Western Reserve University เมื่อปี 2008 พบว่า ปริมาณการปนเปื้อนในสวีเดนอยู่ในระดับที่สูงกว่าโปแลนด์ ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปนับพันกิโลเมตร และโปแลนด์ตั้งประชิดกับยูเครนและเบลารุส สถานการณ์ที่ฟูกุชิมาอาจอยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แม้จะไม่เหมือนกับหายนะที่เชอร์โนบิลไปเสียทีเดียว
แม้ว่ากระแสลมจากไซบีเรียจะพัดกัมมันตรังสีออกไปจากแผ่นดินญี่ปุ่นสู่มหาสมุทรแปซิฟิก แต่ยังมีกระแสลมจากทิศทางอื่น พัดพากัมมันตรังสีที่ล่องลอยเหนือมหาสมุทร ให้ลอยมาตกยังแผ่นดินส่วนอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การตรวจพบกัมมันตรังสีที่ฟิลิปปินส์ หรือกระทั่งกระแสข่าวที่ว่าพบการปนเปื้อนที่เวียดนาม ซึ่งล่าสุดไม่มีการตรวจพบแต่อย่างใด
ดังนั้น แม้กัมมันตรังสีจะพัดออกไปสู่มหาสมุทร แต่ยืนยันไม่ได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆ ในระยะยาว ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์ทะเล ที่มนุษย์จะจับมาเป็นอาหารในที่สุด
แม้จะมีสัจพจน์ข้อหนึ่งที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ปลอดจากการปนเปื้อนกัมมันตรังสี” เพราะทุกสิ่งต้องรับรังสีไม่ทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแสงอาทิตย์ แต่ระดับการปนเปื้อนมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันอันตรายจากการรับกัมมันตรังสีมากเกินไป
กรณีของเชอร์โนบิลที่คาดว่าการปนเปื้อนจะกินเวลานานถึงกว่า 100 ปี ส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ จนต้องมีการตรวจสอบอย่างถี่ยิบทุกปี หรือบางช่วงเวลาของปี ดังเช่นเมื่อปี 2009 รัฐบาลนอร์เวย์ต้องให้อาหารที่ปลอดการปนเปื้อนแก่สัตว์เลี้ยง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้กินพืชที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่พัดพามากับกระแสลมจากเชอร์โนบิลในช่วงฤดูร้อน
แม้จะต้องทุ่มกำลังคนและเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบอันตรายไปอีกนานหลายปีหรือหลายชั่วอายุคน แต่เคราะห์ดีที่ระดับกัมมันตรังสีจากเชอร์โนบิลจะลดลงตามลำดับ
กรณีของฟูกุชิมา ไดอิชิ การแพร่กระจายของกัมมันตรังสียังไม่ร้ายแรงเท่ากับเชอร์โนบิล แต่ระดับกัมมันตรังสีได้ปลุก “ผี” เชอร์โนบิลให้ชาวเอเชียได้หวั่นใจได้ไม่แพ้ชาวยุโรปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว อีกทั้งสถานการณ์ล่าสุดยิ่งคล้ายคลึงกัน เมื่อเจ้าหน้าที่เมืองฟูกุชิมากำลังพิจารณาทิ้งพื้นที่ปลูกข้าวให้รกร้างไป เนื่องจากเกรงว่าระดับการปนเปื้อนจะเป็นอันตรายเกินกว่าจะทำการเพาะปลูก
ขณะที่ผลิตภัณฑ์การเกษตรชนิดอื่นๆ จากญี่ปุ่นถูกตรวจสอบอย่างละเอียด และบางชนิดพบการปนเปื้อนในระดับที่ไม่น่าไว้วางใจแล้ว
แต่สิ่งที่เอเชียยังไม่ตระหนัก คือ แนวโน้มสถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น จนการแพร่ของกัมมันตรังสีลุกลามมาถึงประเทศอื่นๆ ผ่านทางสภาพอากาศโลกที่ผันแปรอย่างยากจะคาดเดา
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้น อย่าว่าแต่วงจรชีวิตและการผลิตจากญี่ปุ่นจะปนเปื้อนรุนแรง แม้แต่วงจรชีวิตและการผลิตในหลายประเทศในเอเชียก็คงต้องประสบกับชะตากรรมเดียวกัน ดังที่ยุโรปเคยประสบมาแล้วกับหายนะที่เชอร์โนบิล







