
เดือดร้อนแน่แล้ว
ยุคของแพงกำลังมาเคาะประตูหน้าบ้าน กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีผู้บริโภคที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อและของแพงว่า ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 4.1%
ยุคของแพงกำลังมาเคาะประตูหน้าบ้าน กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีผู้บริโภคที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อและของแพงว่า ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 4.1%
เป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบเกือบปีครึ่ง และเป็นการเพิ่มต่อเนื่องติดกันเป็นเดือนที่ 4
ภาวะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มราคาสินค้าที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นและจะยิ่งทวีความรุนแรงเรื่อยๆ
เดือดร้อนละสิ
และยิ่งไปดูเหตุผลที่เงินเฟ้อปรับตัวก็ยิ่งหนาว ถึงคราวกระเป๋าแฟบ
เพราะของที่แพงเกิดจากราคาสินค้าในหมวดอาหาร ปรับตัวกันทั่วหน้า ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ไข่
ขณะเดียวกันภาวะของแพงได้รับแรงซ้ำเติมจากสินค้าหมวดที่ไม่ใช่อาหาร โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 51.3%
ทั้งหมดเป็นสินค้าที่จำเป็นแก่การดำรงชีพเกือบทั้งสิ้น
คนที่จะเดือดร้อนหนักก็คือมนุษย์เงินเดือน และผู้มีรายได้น้อยนี่แหละ
ก็เพราะเหตุที่รายได้คงที่ แต่รายจ่ายจะเพิ่มขึ้น
อย่าลืม ปีที่แล้วเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ธุรกิจมากมายประสบปัญหา บางกิจการขาดทุน บางกิจการกำไรลดลง บรรดามนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จึงถูกลดเงินเดือนบ้าง ปรับเงินเดือนในอัตราเท่าหางอึ่งบ้าง
ส่วนลูกจ้างผู้มีรายได้น้อยเคยประกาศข่าวดีตั้งแต่ปลายปีได้ค่าจ้างเพิ่ม แต่ถ้าไปเหลือบดูอัตราที่เพิ่มอย่างต่ำวันละ 1 บาท และอย่างสูงสุดวันละ 8 บาท ก็ต้องอึ้งกิมกี่
โถ...จะไปพอยาไส้อย่างไรกัน
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางช่วยเหลือบรรดาผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะการพิจารณาต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพ น้ำฟรี ไฟฟรี ฯลฯ ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาให้ลงไปถึงสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค อาทิ ข้าวสาร ที่กระทรวงพาณิชย์มีข้าวในสต๊อกเหลือบานเบอะ และน่าจะเจียดเอามาช่วยเหลือชาวบ้าน
ความเดือดร้อนกำลังมาเยือน แต่เมื่อหันไปดูบรรดาผู้ทรงเกียรติ ผู้บริหารบ้านเมือง ยังตั้งหน้าตั้งตากัดแย่งแทะกระดูกแห่งอำนาจกันไม่เลิก
เห็นแล้วมันช้ำหัวใจเสียจริง







