
ภัยธรรมชาติดัน เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง
ความพยายามสู้วิกฤตของแพงของรัฐบาล ด้วยการพยายามผลักเงินค่าจ้างขั้นต่ำ
ความพยายามสู้วิกฤตของแพงของรัฐบาล ด้วยการพยายามผลักเงินค่าจ้างขั้นต่ำ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ความพยายามสู้วิกฤตของแพงของรัฐบาล ด้วยการพยายามผลักเงินค่าจ้างขั้นต่ำ เงินเดือนข้าราชการ แต่ความพยายามดูเหมือนจะห่างไกลจากความสำเร็จ เพราะยังเกิดปัจจัยผันแปรไม่ยอมหยุดก็คือ ภัยธรรมชาติและวิกฤตการเมืองในตะวันออกกลาง
ภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยต่อภาวะเงินเฟ้อ เริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น เพราะได้ทำให้เกิดวิกฤตอาหารของโลก
คำเตือนขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ได้ออกมาทำนายว่า ราคาอาหารโลกกำลังเข้าสู่ “เขตอันตราย” อีกครั้ง และอาจเกิดภาวะ “Food Price Shock” หรือภาวะช็อกราคาอาหาร
FAO ดูสถิติราคาอาหารโลกของเดือน ธ.ค. 2553 พุ่งสูงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยอยู่ที่ 214.7 จุด หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4.2% จากเดือน พ.ย. 2553 พร้อมทุบสถิติ 213.5 จุด ของเดือน มิ.ย. 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดภาวะอาหารแพงไปทั่วโลก และยังสูงที่สุดนับจาก FAO เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2533
ไตรมาสแรกของปีนี้ คำทำนายของ FAO ทำท่าจะเป็นจริง เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ กวาดพื้นที่ทำการเกษตรของญี่ปุ่นหายไปจำนวนมาก
สำหรับประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลกหลายแห่งอย่างไทย เวียดนาม ก็เจอปัญหาการแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ เจอภัยแผ่นดินไหวและน้ำท่วม ทำให้พืชผลเกษตรเสียหายไปบางส่วน
ก่อนหน้านี้ก็ยังมีการเตือนว่าจะเกิดภัยแล้งในพื้นที่ 41 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ก็เกิดน้ำท่วม แต่ธรรมชาติที่แปรปรวนอาจจะทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันอีก หมดจากน้ำท่วมอาจจะเกิดปัญหาภัยแล้งขึ้นก็ได้
นอกจากนี้ ประเทศผู้นำเข้าอาหารเองก็เจอวิกฤตสภาพอากาศของโลกเช่นกัน คำสั่งซื้อสินค้าจึงมีมาก เกิดการแย่งทรัพยากรอาหารระหว่างการบริโภคในประเทศและต่างประเทศ
ฉะนั้น การคาดหวังจะให้เงินเฟ้อลดลงในครึ่งปีแรกของปีนี้จากราคาสินค้าเกษตรลดลง คงเป็นเรื่องยาก
เมื่อผสมกับวิกฤตการเมืองในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงและมีโอกาสที่ราคาจะไต่สูงขึ้นไปอีก นักวิเคราะห์ทั้งหลายทำนายว่าราคาน้ำมันอาจจะสูงทะลุ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลไทยจึงอุ้มราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้ราคาขายปลีกเกิน 30 บาท จนทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มจะหมดแล้ว
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมากล่าวดับฝันนักลงทุนที่คิดว่าดอกเบี้ยอาจจะลดลงคงเป็นเรื่องยาก เพราะการดำเนินนโยบายการเงินต้องทำให้เกิดความสมดุลให้ได้
เมื่อดอกเบี้ยโลกไม่ขยับขึ้น เพราะปัญหาการฟื้นตัวของประเทศญี่ปุ่นหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว การที่สหรัฐยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจึงไม่มีการปรับขึ้น ในขณะที่ประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 2.5% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน ก.พ.ปีนี้ที่ 1.45% เงินเฟ้อทั่วไปที่ 2.87%
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.85-3% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบอยู่ประมาณ 1%
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้รับทราบความกังวลใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่จะถามเรื่องเงินเฟ้อ ปีนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดี เพียงแต่ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น นโยบายดอกเบี้ยปีนี้จึงต้องมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไม่ให้คาดการณ์เงินเฟ้อสูงเกินจริง
ดังนั้น นโยบายดอกเบี้ยจำเป็นต้องนำเข้าสู่ระดับปกติต่อไป
เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ว่าการ ธปท. จะไม่กล่าวอะไรที่ชัดเจน แต่การกล่าวเช่นนี้ก็ชัดเจนว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในครั้งต่อไป กนง.อาจจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก กรณีไม่แน่ใจก็จะใช้วิธีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน และไปขึ้นในการประชุมครั้งหน้าก็ไม่เสียหายอะไร
“การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยเข้าสู่สมดุล คือ ให้ดอกเบี้ยกับเงินเฟ้ออยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ได้บอกว่าต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นให้เท่ากับเงินเฟ้อ เพราะเศรษฐกิจเราน่าจะกลับมาโตได้เต็มศักยภาพในกลางปีถึงปลายปีนี้ นโยบายดอกเบี้ยต้องไม่เอียง ต้องปรับเข้าสู่สมดุล ให้ดอกเบี้ยแท้จริงอาจจะไม่ต้องเป็นบวก แต่ให้จากที่ติดลบกลับเข้าใกล้เขตบวก” ประสาร กล่าว
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงต่อเนื่องของ ธปท. มีโอกาสมากที่จะทำให้เงินไหลเข้ามากินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศที่จะห่างกันมากขึ้นหาก กนง.ยังขึ้นดอกเบี้ยไม่ยอมหยุด และจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีการมีเงินทุนไหลเข้าก็ยังดีกว่าเงินไหลออก เพราะดุลชำระเงินของไทยยังเป็นบวก และเมื่อบวกลบสรตะแล้วดุลการชำระเงินจะเป็นบวก
แต่การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด เพราะการส่งออกของไทยยังมีอัตราการขยายตัวในระดับสูง แม้ค่าเงินบาทบางช่วงจะทะลุ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา การส่งออกมีการขยายตัวสูงถึง 31% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. ถึงค่าเงินบาทจะยังอยู่ที่ระดับ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แทบไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา
และนับเป็นโชคดี หากอากาศที่แปรปรวนไม่ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรปรวนแปรมากจนเกินไป ก็จะทำให้แรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาในตะวันออกกลาง และผลกระทบจากกัมมันตรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น กลับมาทำงานในภาคการเกษตรได้
ณรงค์ชัย อัครเศรณี คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ให้ สศช.เป็นห่วงและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก จนทำให้เกิดการไหลเข้าออกของเงินทุน และส่งผลทำให้ระดับอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเสถียรภาพ รวมถึงสถานการณ์สินค้าในประเทศที่สูงขึ้นจนทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
สิ่งที่กรรมการ สศช.เป็นห่วงไม่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติ ว่าเงินเฟ้อปีนี้จะมาจากราคาสินค้าเกษตรมากกว่าราคาน้ำมัน
การหวังว่าเงินเฟ้อปีนี้จะลดลง ฟันธงได้เลยว่าเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเงินเฟ้อก็จะลากดอกเบี้ยนโยบายของไทยให้สูงตามไปด้วย
ฉะนั้น เมื่อเห็นภาพเช่นนี้แล้ว ลูกค้าที่คิดจะกู้เงินหรือลงทุนอะไร ก็ควรจะคิดให้รอบคอบ หากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นไม่ยอมลดแล้วไซร้ ได้กระเป๋าแฟบกันทั่วหน้า เพราะดอกเบี้ยเงินฝากย่อมต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้เสมอ







