ผู้นำยุคใหม่
“ระบบดีสร้างได้ คนดีสร้างยาก”หลายวันก่อนผู้เขียนขับรถตามแท็กซี่คันหนึ่งที่มีสติกเกอร์พิมพ์ข้อความไว้ว่า “ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” จึงเกิดแรงบันดาลใจเชื่อมโยงไปที่การเมืองไทย แล้วคิดออกมาเป็นข้อความดังที่นำมาขึ้นต้นในบทความนี้
“ระบบดีสร้างได้ คนดีสร้างยาก”หลายวันก่อนผู้เขียนขับรถตามแท็กซี่คันหนึ่งที่มีสติกเกอร์พิมพ์ข้อความไว้ว่า “ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” จึงเกิดแรงบันดาลใจเชื่อมโยงไปที่การเมืองไทย แล้วคิดออกมาเป็นข้อความดังที่นำมาขึ้นต้นในบทความนี้
หลายคนอาจจะเชื่อเหมือนกันกับผู้เขียนว่า ปัญหาของการเมืองไทยที่เป็นมาตลอดเวลานั้น เป็นปัญหาเรื่อง “คน” และถ้าแก้ที่ “คน” นี้ได้ ก็จะแก้ปัญหาการเมืองไทยได้ทั้งหมด
ที่การเมืองไทย “เลวร้าย” ก็เพราะคนที่อยู่ในระบบการเมืองของเรา “เลวทราม” แต่ถ้าคนเหล่านั้นบริหารประเทศด้วย “ความดีงาม” บ้านเมืองเราก็จะ “งดงาม” น่าอยู่อาศัย
ถึงแม้ว่าการสร้างคนจะมีความลำบากยากยิ่ง แต่มนุษย์ก็ยังมีความเชื่อว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถสร้างขึ้นได้” ดังนั้นจึงมีนักวิชาการจำนวนมากพยายามคิดค้นวิธีการสร้างคน ซึ่งเริ่มจากแนวคิดทางศาสนาที่มีคำสั่งสอนถึงลักษณะคนดีในรูปแบบต่างๆ ร่วมด้วยนักปรัชญาที่พยายามมองมนุษย์ด้วยแง่มุมต่างๆ
จากนั้นก็ถึงยุคนักรัฐศาสตร์ที่พยายามสร้างสังคมด้วยการสร้างคนขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ไปเน้นที่ “ผู้ปกครอง” เสียก่อนในยุคแรกๆ เช่น การศึกษาเรื่องลักษณะของผู้ปกครองที่ดี จนปัจจุบันจึงมามองที่ประชาชน “ผู้ใต้ปกครอง” ว่าจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งเป็นเหตุมาจากการปกครองที่ “ไม่ได้ดังใจ” จากการทำหน้าที่ของผู้ปกครองในการเมืองแบบเก่า แล้วเรียกการเมืองแบบใหม่นี้ว่า “การเมืองภาคประชาชน”
วิชาการที่เน้นศึกษาการสร้างคนอย่างจริงจังก็คือ วิชารัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้นว่าวิชา “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยมีแก่นความคิดว่า “มนุษย์คือทรัพยากรหรือสิ่งมีค่าที่สำคัญของสังคม” โดยเฉพาะสังคมของการบริหารที่เป็นแก่นแกนของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นอกจากนั้นก็ยังมีวิชาจิตวิทยาที่เน้นการศึกษารากฐานของความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ที่หากรู้จริงแล้วเมื่อพบข้อบกพร่องในความคิดและพฤติกรรมใดก็จะได้หาทางแก้ไข ที่เราเรียกคนเหล่านี้ว่านักจิตวิทยาและจิตแพทย์
จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเฉพาะภาวะจิตใจในคนแต่ละคน ครั้นนักสังคมวิทยาได้ไปหยิบยืมวิชานี้มาขยายไปสู่การศึกษาคนจำนวนมากหรือกลุ่มคน ก็มีวิชาเกิดขึ้นใหม่ชื่อว่า “จิตวิทยาสังคม” จากนั้นนักรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ก็ได้ไปขอเอามาใช้ด้วย เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนในทางการเมืองและการ บริหาร สร้างเป็นศาสตร์ใหม่ชื่อว่า “พฤติกรรมศาสตร์” ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงคริสต์ทศวรรษปี 1970 ก่อนที่จะเริ่มเสื่อมความนิยมในเวลาต่อมา เพราะยังมีข้อผิดพลาดอยู่มากในการเดาใจมนุษย์ อย่างที่โคลงสุภาษิตท่านกล่าวไว้ว่า “จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง”
มนุษย์มีจุดมุ่งหมายหรือความต้องการอันสลับซับซ้อน แต่ที่เป็นปัญหาสำหรับนักวิชาการไม่ว่าในศาสตร์ใดๆ ก็คือ “การแสดงออก” หรือกิริยาอาการที่มนุษย์ใช้ไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการนั้นๆ ที่อาจจะตรงหรือไม่ตรงกันก็ได้ อย่างคำที่ว่า “ปากอย่าง ใจอย่าง”
พฤติกรรม “ปากอย่าง ใจอย่าง” เห็นได้มากในทางการเมือง โดยเฉพาะในหมู่นักการเมืองที่อาสาเข้าไปบริหารประเทศแทนผู้คนทั้งหลาย อันเป็นความเสื่อมทรามทางจริยธรรมที่ร้ายแรง เนื่องจากนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองเหล่านั้น แล้วซ้ำร้ายได้ส่งผลไปสู่ความเกลียดชังต่อระบบหรือภาพรวมทั้งหมดของการเมืองนั้นด้วย
นักสังคมวิทยาได้ศึกษาพบว่า การสร้างคนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ กระบวนการเรียนรู้ผ่านกลุ่มสังคมต่างๆ ที่คนเราเข้าไปเกี่ยวข้องผูกพัน โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า “การอบรมกล่อมเกลาทางสังคม” ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษในคำว่า Socialization ที่นักวิชาการไทยบางสำนักเรียกให้เป็นภาษาแขกว่า “สังคมประกิต” โดยเริ่มจากครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน จนถึงสังคมระดับกว้างที่คนเหล่านั้นไปสังกัดหรือร่วมกิจกรรม เช่น ชมรม สมาคม และกลุ่มองค์กรต่างๆ และในยุคปัจจุบันนี้ยังรวมถึงสื่อทั้งหลาย เป็นต้นว่า หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า “สังคมสื่อ”นี่แหละที่กำลังมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้คนในโลกยุคใหม่
ด้วยเหตุนี้กระมังนักการเมืองไทยในปัจจุบันจึงพยายามที่จะใช้สื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง (ที่น่าจะเรียกว่า “ภาพอัปลักษณ์” มากกว่า) ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ อย่างเช่นการไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่รอบๆ “ดาวสภา” ที่กำลังอภิปราย เหมือนเป็นแมลงวันบินว่อนรอบกองอะไรสักอย่าง เพียงเพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นหน้าว่า “นี่แหละ สส.ของท่าน”
หลายคนเชื่อว่าถ้าจะพัฒนาระบบการเมืองไทย ต้องเริ่มจากการพัฒนานักการเมืองทั้งหลายนั้นเสียก่อน แม้แต่สถาบันอันเป็นที่ทำมาหากินของนักการเมืองที่เรียกว่า “รัฐสภา” ก็มีความเชื่อเช่นนั้น ดังจะเห็นได้จากการทุ่มเทงบประมาณทางด้านนี้ผ่านสถาบันพระปกเกล้า ให้พัฒนาบุคลากรทางการเมืองในหลายๆหลักสูตร
ผู้เขียนได้เป็นกรรมการอยู่ในหลักสูตรหนึ่ง คือ “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย” ที่เริ่มรุ่นที่ 1 ในปีนี้ แต่เป็นหลักสูตรที่จัดมาแล้ว 6 ปี หรือ 6 รุ่น ในชื่อเดิมว่า “ผู้นำการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” โดยเปลี่ยนคำว่า “ผู้นำการเมือง” มาเป็น “ผู้นำยุคใหม่” โดยมีเหตุผลหลักๆ อยู่ 2 ข้อคือ 1.อยากจะเน้นคนรุ่นใหม่จริงๆ ที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี (เพราะหลักสูตรเดิมไม่จำกัดอายุ) และ 2.ไม่อยากจะเอาเฉพาะนักการเมืองมาอบรม แต่อยากขยายไปถึงผู้นำในทุกกลุ่มสังคม โดยหวังว่าคนเหล่านี้จะออกไปนำสังคมในแต่ละกลุ่มให้สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เกิดกระจายไปทุกสังคม รวมถึงถ้าคนเหล่านี้จะมาเป็นผู้นำทางการเมืองก็จะนำให้การเมืองดีขึ้นด้วย
การอบรมเน้นวิชาการกับปฏิบัติอย่างละครึ่ง แม้แต่วิชาการก็ยังเน้นไปที่เทคนิคต่างๆ ของการเป็นผู้นำ ส่วนการปฏิบัติเน้นการทำงานเป็นกลุ่ม ทั้งยังต้องมีโครงงานแต่ละกลุ่มที่ต้องช่วยกันทำ โดยในรุ่นแรกนี้ให้เน้นที่ “โครงงานจิตอาสา” คืองานที่สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมเท่านั้น
ความมุ่งหวังก็คือ “ผู้นำยุคใหม่ต้องทำความดีเพื่อคนไทยทุกคน”


