
นายกฯวอนส.ส.-ส.ว.หนุนกรอบเจบีซี
รัฐสภาเริ่มพิจารณาเจบีซี3ฉบับ ด้าน“รสนา”หนุนถอนพิจารณา ชี้ให้รัฐบาลสมัยหน้าจัดการ นายกฯจวกกลับ ปล่อยรัฐบาลใหม่อาจเปลี่ยนแปลงมติอีก วอนสภาหนุนผลศึกษากมธ. เพื่อให้รัฐบาลได้มีข้อโต้แย้งกับกัมพูชา
รัฐสภาเริ่มพิจารณาเจบีซี3ฉบับ ด้าน“รสนา”หนุนถอนพิจารณา ชี้ให้รัฐบาลสมัยหน้าจัดการ นายกฯจวกกลับ ปล่อยรัฐบาลใหม่อาจเปลี่ยนแปลงมติอีก วอนสภาหนุนผลศึกษากมธ. เพื่อให้รัฐบาลได้มีข้อโต้แย้งกับกัมพูชา
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 13.00 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วมรัฐสภา โดยได้เปิดการประชุมอีกครั้ง หลังจากพักการประชุมช่วงเช้าเนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) 3 ฉบับ
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มเข้าระเบียบวาระทางสมาชิกรัฐสภา อาทิ นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ได้อภิปรายขอให้มีการนับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ ซึ่งนายชัย กล่าวว่า ขณะนี้ได้เปิดประชุมไปแล้ว ขอให้สมาชิกดำเนินการอภิปรายไป เพื่อบรรยากาศความเรียบร้อย ขอความกรุณาสมาชิกอย่าได้เล่นมุขอะไรให้เกิดขึ้น อยากให้ประณีประณอม อย่างน้อยวันที่ 3 ก.ค. ก็มีกาเลือกตั้งแล้ว หากช่วงลงมติแล้วนับองค์ประชุม หากองค์ประชุมไม่ครบ ก็ต้องเลื่อนวันลงมติออกไปเป็นวันที่ 29 มีนาคม
จากนั้นเวลา 13.20 น. นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกมธ.เจบีซี ชี้แจงผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ว่า ได้ประชุม 13 ครั้ง อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา หรือ MOU43 เป็นข้อตกลงจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการแก้ปัญหาและแสวงหาความร่วมมือกันอย่างสันติในระดับทวิภาคี อีกทั้ง การลงนาม MOU43 ไม่ได้มีถ้อยคำที่ประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ระวางดงรัก เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขกำหนด รวมทั้งไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปกปันผสมสยาม-อินโดจีน ตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
2.การเจรจาเพื่อสำรวจจัดทำเขตแดนมีการดำเนินการมาหลายรูปแบบ แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ดังนั้น จะใช้วิธีการเจรจาที่แตกต่างจากเดิม คือ พบปะเจรจากับผู้นำระหว่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการทั้งไทยและกัมพูชาจนกว่าได้ข้อสรุปในระดับหนึ่ง จากนั้นจึงจะมีการเปิดเจรจาอย่างเป็นทางการ ส่วนพื้นที่พิพาทฝ่ายไทยควรเจรจาให้กัมพูชานำชุมชน ประชาชน หรือทหารออกจากพื้นที่ เพื่อให้อยู่สภาพพร้อมสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนอย่างแท้จริง 3.ให้คณะรัฐมนตรีไปกำหนดทางเยียวยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ของประชาชน โดยผู้ที่ได้รับจะต้องมีเอกสารสิทธิทางราชการ และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสำรวจ
4.กรณีที่ฝ่ายไทยถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำดินแดนหรือกระทำผิด MOU 43 หลายครั้ง ดังนั้น คณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทย จะต้องดำเนินการตอบโต้และชี้แจงให้ถูกต้องในโอกาสต่อไป และ 5.ร่างข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร ฉบับล่าสุดที่แนบบันทึกการประชุมเจบีซี ไทย-กัมพูชา วันที่ 6 เม.ย. 52 ณ กรุงพนมเปญ ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้และต้องเจรจากันต่อไป ดังนั้น หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราว กับบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบ มิได้ขอความเห็นชอบแต่อย่างใด
จากนั้นน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. อภิปรายว่า ตนมีความเห็นขอให้ถอนวาระพิจารณาดังกล่าวออกไปและให้เวลากมธ.เจบีซีศึกษาประเด็นเพิ่มเติม หรือเลื่อนการพิจารณาออกไปให้รัฐบาลที่จะเข้ามาชุดหน้ามาดูแล เพราะเรื่องนี้เป็นเหมือนเผือกร้อน รัฐบาลมีความเร่งรีบพิจารณา อีกทั้งตนมองว่ายังมีหลายประเด็นที่ทางกมธ.เจบีซียังศึกษาไม่ครบถ้วน อาทิ กรณีที่ข้อสังเกตของกมธ.ระบุว่ารัฐบาลไทยที่ระบุว่า MOU 43 ไม่ระบุถ้อยคำว่ายอมรับแผนที่ 1:2แสนระวางดงรัก แล้วรัฐบาลกัมพูชาตอบกลับรัฐบาลไทยว่าอย่างไร MOU 43 มีเนื้อหาสาระอย่างไรควรแนบมาให้รัฐสภาพิจารณา เพราะเท่าที่ทราบในเอ็นโอยูดังกล่าวได้มีการตกลงทำเขตแดนจากช่องสะงำ – ช่องบกใหม่และกรณีที่ให้สภาพิจารณาบันทึกเจบีซีต้องการให้มีการรับรอง MOU 43 ด้วยหรือไม่
ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าการนำบันทึกการประชุมเจบีซีมาพิจารณาวันนี้ ไม่ใช่เพราะเร่งรีบ เนื่องจากมีการพิจารณามาแล้วตั้งแต่ปี 51 ส่วนที่ระบุว่าควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ตนเกรงว่าช่องว่างดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลกัมพูชานำเรื่องพื้นที่นี้ยกระดับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา เข้าสู่การเจรจาระดับพหุภาคี ซึ่งตนมั่นใจว่ารัฐบาลกัมพูชาทำแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นจะเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศไทย เพราะต้องคุยหลายฝ่ายมากขึ้น
“ผมขอชื่นชมกรรมาธิการเจบีซีทำให้รัฐบาลไทยมีจุดยืนต่อในการต่อสู้ ด้วยการนำความเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติไปโต้แย้งกับรัฐบาลกัมพูชาต่อเรื่องนี้ กรณีที่รัฐบาลไทยโต้แย้งไม่รับแผนที่ระวางดงรักแล้วกัมพูชาจะเห็นด้วยหรือไม่ สมาชิกรัฐสภาไม่ต้องไปรับรองส่วนนั้น สิ่งที่รัฐสภาไทยช่วยได้คือ ลงมติสนับสนุนข้อสังเกตของกรรมาธิการเจบีซี เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระบวนการผูกผันกับรัฐธรรมนูญ หากถอนไป ก็เท่ากับสร้างความไม่แน่นอน ว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่เวทีระดับพหุภาคีหรือไม่ หากถอนไปก็ทิ้งค้าง ผมอยากทำความเข้าใจถูกต้องว่าเอ็มโอยู 43 เป็นการจัดทำหลักเขต ตามสนธิสัญญา บางพื้นที่ที่ไม่มีสันปันน้ำ ก็ต้องทำหลักเขต หากยังมีความสงสัยว่าแผนที่ 1ต่อ2แสนระวางดงรักเป็นสิ่งที่กรรมการปักปันเขตแดนทำหรือไม่ ให้ไปอ่านบทความของดร.สมปอง สุจริตกุล” นายอภิสิทธิ์ ชี้แจง







