
การต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร
เหตุการณ์ในลิเบียที่มหาอำนาจตะวันตกสนธิกำลังทางอากาศถล่มต่อเนื่อง รวมถึงการออกมาประท้วงของประชาชนที่ตะวันออกกลาง
เหตุการณ์ในลิเบียที่มหาอำนาจตะวันตกสนธิกำลังทางอากาศถล่มต่อเนื่อง รวมถึงการออกมาประท้วงของประชาชนที่ตะวันออกกลาง
สามารถนำมาเป็นเหตุผลหนึ่งในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงปี 2552 และ 2553 ได้ ที่ “ผู้บงการ” และ “นักวางแผน” ก่อการจลาจลล้มรัฐบาลพยายามสร้างสถานการณ์ “ทหารฆ่าประชาชน อภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด” เพื่อดึงประชาคมโลกเข้ามากดดันและลงโทษรัฐบาลอภิสิทธิ์
การที่ประชาชนในหลายประเทศตะวันออกกลางชุมนุมประท้วงกดดันให้ผู้ปกครองออกจากตำแหน่ง เพราะแต่ละคนอยู่ในอำนาจกันมานานคนละ 20-40 ปีแล้ว ส่วนผู้นำเผด็จการได้ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องออกมาแทรกแซงเพื่อปกป้องพลเรือนที่ใช้สิทธิโดยบริสุทธิ์ใจ จนประธานาธิบดีมูบารักแห่งอียิปต์ต้องลาออก และประธานาธิบดีกัดดาฟีแห่งลิเบียซึ่งถูกสหรัฐ ฝรั่งเศส อังกฤษ อ้างมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วยการสนธิกำลังทางอากาศเข้าโจมตีคงอยู่ไม่ได้
ย้อนกลับมายังประเทศไทยในปี 2552 และ 2553 ผู้บงการวางแผนโค่นล้มนายกฯ อภิสิทธิ์ให้ออกจากอำนาจ โดยกำหนด “ยุทธศาสตร์” ไว้ว่า ต้องหาทางนำพลังประชาธิปไตยนอกประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา องค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น เข้ามากดดันร่วมกับพลังในประเทศ ส่วน “ยุทธวิธี” คือ ต้องก่อให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้ทหารออกมาปราบปรามประชาชนจนเกิดบาดเจ็บล้มตายเพื่อให้ต่างประเทศใช้เป็น “ความชอบธรรม” ในการเข้ามาแทรกแซง
เดือน เม.ย. 2552 กลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้ก่อการจลาจลที่ดินแดง ยั่วยุทหารให้ปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ทหารรู้ทันจึงใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าและกระสุนยางยิงใส่ผู้ก่อการจลาจลที่จะทำอันตรายหรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน หลังจากนั้นมีการปล่อยข่าวลือว่าทหารฆ่าประชาชน ทหารลากเอาศพประชาชนไปทิ้ง ฯลฯ แต่ไม่มีใครเชื่อเพราะเห็นว่าความจริงคืออะไร ความพยายามดังกล่าวจึงเป็นหมัน ฝูงชนกลุ่มนั้นกลับบ้านมือเปล่าซึ่งทำให้ผู้บงการผิดหวังอย่างมาก แกนนำต่างหนีเอาตัวรอด แผนปี 2552 จึงล้มเหลวไม่เป็นท่า
เดือน เม.ย.–พ.ค. 2553 ทางการเปิดเผยว่าผู้บงการสั่งให้ “ใช้ความรุนแรง และต้องมีคนตายให้ได้” ครั้งนี้มีการระดมสรรพกำลังทุกด้านทั้งด้านพรรค แนวร่วม กองกำลัง เงินทองไม่อั้น ทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศที่สูญเสียอำนาจร่วมกันวางแผนปฏิบัติการ เป้าหมายคือทำอย่างไรที่จะให้ทหารยิงประชาชนให้ได้ ต้องมีประชาชนตายจะโดยวิธีใดก็ตาม หากเป็นผู้สื่อข่าวหรือผู้หญิงยิ่งดี เพราะสามารถนำไปโฆษณาในต่างประเทศอย่างได้ผล มีการแบ่งงานกันทำระหว่างพรรค แนวร่วม กองกำลัง มีการฝึกอาวุธไว้ต่อสู้กับทหาร และมีทีมพิเศษชุดดำคอยซุ่มยิงทหาร มีการระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงเพื่อดับไฟทั้งเมือง ระเบิดถังน้ำมันเพื่อให้ไฟลุกท่วมเมือง ก่อการจลาจลในตัวเมือง เผาบ้านเผาเมืองเพื่อให้ทหารใช้ความรุนแรงปราบปราม หลังจากนั้น ทีมโฆษณาชวนเชื่อได้ออกข่าวว่าทหารฆ่าประชาชน อภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด เพื่อปูทางให้ประชาคมโลกเข้ามา
อีกด้านหนึ่ง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความออกไปล็อบบี้ สส.อเมริกันเพื่อให้นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในรัฐสภาอเมริกัน เขาพยายามนำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีสหประชาชาติ และทำเรื่องฟ้องร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อใช้ประชาคมโลกกดดันให้นายกฯ อภิสิทธิ์ออกจากอำนาจ มีการกล่าวหาและดำเนินการสอดรับกันกับพรรคฝ่ายค้านว่านายกฯ อภิสิทธิ์ยังมีสัญชาติอังกฤษ เพื่อหาทางนำนายกฯ อภิสิทธิ์ขึ้นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศให้ได้ ในขณะที่ผู้นำกัมพูชาได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการนี้ โดยยอมให้ใช้ดินแดนเขมรฝึกอบรมผู้ก่อการร้ายไทยเข้ามาปฏิบัติการในไทย รวมทั้งการลอบสังหารบุคคลสำคัญ ยินยอมให้ใช้ดินแดนเป็นที่หลบซ่อนตัวของผู้ก่อการร้ายไทย เขมรไปฟ้องไทยในกรณีข้อพิพาทเขตแดนต่อสหประชาชาติ ทั้งหมดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ แต่ความพยายามทั้งหมดก็ไร้ผล เพราะต่างประเทศรู้ความจริงที่เกิดขึ้น
ฝ่ายค้านพยายามหยิบยกกรณี 6 ศพที่วัดปทุมวนารามมาอภิปราย โดยอ่านรายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นฉากๆ เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของทหารซึ่งเป็นพลังหลักในการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงใช้ข้อมูลของเหตุการณ์ปี 2552 และปี 2553 ตอบโต้กลับ ทำให้ประชาชนได้เห็นภาพชัดเจนตั้งแต่ฉากแรกจนฉากสุดท้าย จนกลายเป็นว่า รัฐบาลอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคฝ่ายค้านเสียเอง
ฝ่ายค้านเสนอข้อมูลให้ประชาชนดูแบบ “หนังแผ่น” หน้าโรง โดยนำเหตุการณ์เฉพาะตอนใดตอนหนึ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับตนมาเสนอ แต่รัฐบาลนำเสนอแบบ “หนังเรื่อง” ที่ให้ประชาชนดูตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ดูแล้วรู้เรื่องทั้งหมด เพื่อจะตัดสินใจว่าควรเชื่อข้อมูลของใครดี
การอภิปรายครั้งที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้กันเชิงข้อมูลว่าใครจะมีข่าวดีกว่ากัน ข่าวดีหมายถึงข่าวที่เป็นจริงทั้งหมด ไม่ใช่ข่าวจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง หรือข่าวที่นำมาบิดเบือน หรือหยิบเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์กับตนเท่านั้นมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนตัดสินว่าข้อมูลของใครมีเหตุมีผล มากกว่ากัน ขณะเดียวกัน ประชาชนยังต้องวิเคราะห์ผู้นำเสนอด้วยว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาในอดีตน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด หรือเป็นคนโกหกพกลมมาโดยตลอด ถ้าเป็นคนประเภทหลัง แม้จะเอาข้อมูลดีมาเสนอ คนก็ไม่เชื่อถือ
การ “ตีความ” ข่าวสารจึงมีความสำคัญ หากประชาชนได้ข้อมูลถูกต้องและครบทุกด้าน โอกาสที่จะตีความได้ถูกต้องก็มีสูง นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสม







