posttoday
ญี่ปุ่นเปื้อนรังสี

ญี่ปุ่นเปื้อนรังสี

24 มีนาคม 2554

ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ ในบทความชื่อ “โศกนาฏกรรม” เมื่อวันที่ 5มี.ค. 2552 ดังนี้

ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ ในบทความชื่อ “โศกนาฏกรรม” เมื่อวันที่ 5มี.ค. 2552 ดังนี้

“...แม้แต่อุบัติเหตุนิวเคลียร์ก็อาจจะเป็นสิ่งที่โลกนี้หลีกเลี่ยงไม่พ้น ช้าหรือเร็วเท่านั้น ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ให้โอกาสมันเกิดในบ้านของเรา”

ก็ต้องยอมรับว่า คิดไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะเกิดเร็วขนาดนี้ และเกิดในญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีวินัยสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าร้อยปีของญี่ปุ่น โดยตัวของมันเองทำให้คนตายไม่ถึงร้อยคน สึนามิที่ตามมาคร่าชีวิตคนไปหมื่นกว่า แต่ทั้งหมดยังไม่ร้ายแรงเท่าอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนหลายสิบล้านคนต้องรู้สึกตายทั้งเป็นไปอีกนับสิบปี

แน่นอนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะบอกประชาชนที่อยู่ในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรจากที่เกิดเหตุ รวมทั้งชาวโตเกียวสิบกว่าล้านคน ว่าปริมาณสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนอยู่ในดิน ในน้ำ ในอากาศ ในอาหาร และอื่นๆ อยู่ในระดับต่ำและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่คนเหล่านั้นจะเชื่ออย่างสนิทใจแค่ไหน จะยังหวาดผวาเรื่องโรคมะเร็งและเรื่องเด็กทารกคลอดออกมาพิกลพิการหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมจะไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งนี้ เพราะสื่อมวลชนทุกแขนงเสนอข่าวโดยละเอียดไปแล้ว แต่อยากให้ข้อสังเกตและข้อคิดบางประการที่อาจจะยังไม่มีการพูดถึงมากนัก ดังนี้

เรื่องแรก อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทุกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องมีระบบป้องกันสำหรับทุกสถานการณ์มิใช่หรือ นี่เป็นคำถามที่ผมเห็นพิธีกรคนหนึ่งถามผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาออกรายการ ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่า ทุกโรงมีระบบป้องกันความล้มเหลวในทุกกรณี (FailSafe System) อยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ถ้าระบบมันไม่ทำงาน

ผมเห็นพิธีกรอึ้ง แล้วก็ประท้วงว่า “นี่เรากำลังพูดถึงประเทศญี่ปุ่นกันอยู่นะครับ ไม่ได้พูดถึงประเทศในโลกที่สาม” ซึ่งฟังแล้วก็ทำให้ผมอดนึกถึงประเทศไทยของเราไม่ได้

เรื่องที่สอง พอเกิดเรื่องร้าย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักจะไม่กล้าเล่าความจริงทั้งหมดให้ประชาชนฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในซีกโลกตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือไทย ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของเรามีความเข้มข้นน้อยกว่าของฝรั่ง

ในกรณีนี้ ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวโลกอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกับบริษัท ไฟฟ้าของโตเกียว หรือเทปโค ปกปิดข้อเท็จจริงและอมพะนำเรื่องความร้ายแรงของอุบัติเหตุ จนขาดความน่าเชื่อถือ และยิ่งไปกันใหญ่เมื่อสหรัฐกับยุโรปบางประเทศออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยที่เข้มกว่า รวมทั้งเริ่มทำการอพยพประชาชนของตนออกนอกโตเกียว และออกจากญี่ปุ่น

ที่ถูกที่ควร รัฐบาลญี่ปุ่นน่าจะประสานงานกับนานาชาติให้ใกล้ชิดกว่านี้ เพื่อที่จะได้พูดจาเป็นเสียงเดียวกัน

เรื่องที่สาม หลังเกิดเหตุมีการกล่าวหาเทปโคกันมากในเรื่องการบริหารจัดการและประวัติการรักษาความปลอดภัย แต่เรื่องแบบนี้บอกตามตรง ผมอยากให้เราบริโภคแบบฟังหูไว้หู เพราะถ้าเป็นจริงตามนี้ ทำไมชาวโลกไม่ได้ยินได้ฟังมาก่อน ทำไมไม่มีการจัดการกับปัญหาและตัดไฟแต่ต้นลม แทนที่จะปล่อยให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

กรรมการกับผู้บริหารของเทปโคในขณะนี้ก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว หมดสิทธิลุกขึ้นมาโต้แย้ง การโยนบาปให้คนตายจึงเป็นเรื่องง่าย และนิยมทำกัน เพื่อเพิ่มทางรอดให้กับคนเป็น และให้กับอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยรวม

ถ้าจำกันได้ตอนที่บ่อน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกระเบิด ก็มีการกล่าวหาและทาสีบริษัทบีพีจนป่นปี้ในทำนองเดียวกัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นสังคมก็ไม่ระแคะระคายว่าบีพีมีประวัติไม่ดี ไม่สมควรได้รับสัมปทานขุดเจาะในทะเลลึก

เรื่องที่สี่ ผู้เชี่ยวชาญพยายามอธิบายให้เราฟังว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุใช้งานมาแล้ว 40 ปี และเป็นรุ่นที่ 2 ส่วนที่กำลังก่อสร้างกันอยู่ในหลายๆ ประเทศในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 ที่ปลอดภัยกว่า

เรื่องนี้ก็คงจะจริงครับ เพราะตอนที่รุ่นที่ 2 ออกมาใหม่ๆ ก็ทันสมัยและปลอดภัยกว่ารุ่นแรกมาก แต่เครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหลายก็เป็นแบบนี้แหละครับ ของใหม่ที่ออกมาวางขายย่อมดีกว่าของเก่า แต่สัจธรรมก็คือ มันไม่เคยสมบูรณ์เสียที และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ พอใช้ไปนานๆ มันก็เก่า อะไหล่ชิ้นนั้นเสีย ชิ้นนี้เสีย ต้องคอยเปลี่ยนและคอยปะผุไปเรื่อย จะโละทิ้งก็ทำใจไม่ได้ เพราะสร้างใหม่ราคาแพง แค่จะหยุดซ่อมยังไม่ค่อยกล้าทำ เพราะทำให้เสียรายได้ และระหว่างซ่อมไฟฟ้าอาจจะไม่พอใช้

เราอาจจะทำนายได้ล่วงหน้าว่า พอรอยแผลจากครั้งนี้เริ่มเลือน ในที่สุดก็จะเกิดอุบัติเหตุอีก และเป็นไปได้ที่ในอนาคตอุบัติเหตุนิวเคลียร์จะถี่ขึ้น เพราะเตาปฏิกรณ์ที่ปั่นไฟให้ชาวโลกใช้จะมีอายุมากขึ้น

สำหรับโรงที่กำลังสร้างใหม่อีก 30-40 ปีก็จะเก่าลงไปมากเช่นกัน และก็จะมีรุ่นที่ 4 รุ่นที่ 5 ที่ปลอดภัยกว่ามาวางขายแทน

เรื่องสุดท้าย ผมเห็นบ้านเราในขณะนี้มีการรณรงค์กันมากให้ช่วยกันบริจาคเงินช่วยชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัย ประเภทขอให้บริจาคคนละสิบบาทยี่สิบบาทก็มี

ผมเห็นดีด้วยนะครับในเรื่องความมีน้ำใจให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ประสบเคราะห์กรรม แต่ก็อยากให้อยู่ภายในขอบเขตแห่งความเป็นจริง ประเทศญี่ปุ่นเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ภัยธรรมชาติครั้งนี้เปรียบได้กับคนในบ้านของเศรษฐีประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดฉุกเฉิน เราคงไม่ถึงกับต้องเรี่ยไรคนละบาทสองบาทเพื่อไปช่วยค่ารักษาพยาบาลจำนวนหลายล้านบาทของเขา เพราะนอกจากเขาจะจ่ายเองได้แล้ว หากเหตุการณ์เดียวกันเกิดกับเราบ้าง เราก็คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งบริการ 30 บาทรักษาทุกโรค

ส่งดอกไม้ ส่งบัตรอวยพร และส่งกำลังใจก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ หรือถ้าอยากช่วยจริงๆ รัฐบาลก็ควรเป็นศูนย์กลางรวบรวมเงินบริจาคทั้งหมด แล้วนำไปซื้ออาหารและเครื่องนุ่งห่มที่ปกติญี่ปุ่นก็นำเข้าจากไทยอยู่แล้วจัดส่งไปให้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท