posttoday
เราจะคุ้มครองทุนไทยในต่างแดนอย่างไร

เราจะคุ้มครองทุนไทยในต่างแดนอย่างไร

24 มีนาคม 2554

ในช่วงสองสามปีมานี้ นักยุทธศาสตร์หลายท่านได้ชี้ให้สังคมเห็นว่า การที่นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศนั้น

ในช่วงสองสามปีมานี้ นักยุทธศาสตร์หลายท่านได้ชี้ให้สังคมเห็นว่า การที่นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศนั้น

จะเป็นผลดีต่ออนาคตการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นช่องทางให้เกิดการใช้ประโยชน์จากตลาดในประเทศนั้น ถ้าประเทศนั้นมีขนาดการบริโภคที่ได้ปริมาณพอควร

เป็นช่องทางให้สามารถใช้ประโยชน์จากแรงงานตลอดจนวัตถุดิบที่เหมาะกับลักษณะกิจการบางประเภท เช่น บางประเทศแม้มีแรงงานราคาแพงกว่า แต่ก็มีทักษะด้านภาษาดีกว่า มีทักษะด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ดีกว่า หรือมีแร่ธาตุบางอย่างที่ขนส่งสะดวกกว่า เป็นช่องทางในการระบายความคับคั่งของเงินตราต่างประเทศที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทย การบริหารค่าเงินทำได้สะดวกขึ้น รักษาเสถียรภาพได้ดีขึ้น

และในบางโอกาส ประเทศที่ไปลงทุนนั้น มีความสัมพันธ์พิเศษทางประวัติศาสตร์บ้าง ทางการเมืองบ้าง เช่น เคยเป็นอาณานิคมของยุโรป หรือเป็นสมาชิกเครือจักรภพอังกฤษ หรือมีความสัมพันธ์ผ่าน FTA กับบางกลุ่มเศรษฐกิจ เช่นกับกลุ่มอาหรับบ้าง กลุ่มประเทศสังคมนิยมด้วยกันเองบ้าง ทำให้อุปสรรคในการส่งสินค้าเข้าออกระหว่างกันลดลง

ในอดีตการส่งเสริมให้นักลงทุนนำเงินตราออกไปลงทุนนอกประเทศ บ่อยครั้งก็ถูกอคติทางชาตินิยมครอบว่า เป็นการทำให้เงินไหลออก การจ้างงานไหลออกคนไทยไม่ได้งานทำเพิ่ม หรือไม่ก็เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในเมืองนอก แทนที่จะทำให้เมืองไทยเจริญขึ้น

แต่ปัจจุบันทั้งแบงก์ชาติ ทั้ง BOI ทั้ง ครม. ทั้งสถานทูตและผู้แทนการค้าไทย ต่างก็สนับสนุนให้ธุรกิจไทย ดูลู่ทางไปลงทุนในต่างแดน ทั้งที่ไปใกล้อย่างในลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม หรือในอาเซียน ในจีน ในอินเดีย แอฟริกา หรือไกล ๆ อย่างอเมริกาใต้ ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี เอกชนที่เดินทางออกไปนั้น มักจะไม่ค่อยทราบว่า ที่จริงแล้วประเทศไทยเคยลงนามสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนกับกว่า 40 ประเทศ ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา เนื้อหาสาระส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน มุ่งหมายที่จะให้เกิดความมั่นใจระหว่างกันทั้งภาครัฐและเอกชนว่าถ้าคนบ้านเขามาลงทุนบ้านเรา หรือคนบ้านเราข้ามไปลงทุนในบ้านเขา จะไม่ถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง รบกวน หรือยึดเอากิจการไปเป็นของรัฐ เอาเสียดื้อๆ

และถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างกันในเรื่องการคุ้มครองการลงทุนเหล่านี้ ก็มักกำหนดว่าให้เอาไปว่ากันต่อที่อนุญาโตตุลาการ ที่มีอย่างน้อยสามฝ่าย ซึ่งต้องมีประธานอนุญาโตตุลาการจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือสัญชาติของชาติคู่สนธิสัญญาที่คุ้มครองการลงทุนนั้น

หลายสนธิสัญญา มีข้อความให้ส่งข้อพิพาทไปให้ประธาน International Court of Justice “ICJ” หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เป็นผู้สรรหาและแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการมาตัดสินข้อพิพาท

เรื่องนี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐไทยหลายแห่ง ก็ยังไม่ค่อยตระหนักนักว่ามีสนธิสัญญาแบบนี้คุ้มครองอยู่ เลยไม่ได้นำสาระของสนธิสัญญาที่ไทยไปลงนามผูกพันไว้มาใช้ให้ได้เต็มประโยชน์

เปรียบเหมือนไม่รู้จักดาบ จึงไม่รู้ว่ามีของมีคมอยู่ในมือ

นักลงทุนไทยที่ไปต่างประเทศ จึงควรหาข้อมูลเรื่อง Bilateral Investment Treaties ไว้บ้าง เพราะการลงทุนที่จะได้รับการคุ้มครองตามสนธิสัญญาเหล่านี้ หลายฉบับกำหนดให้ผู้ลงทุน ต้องจดแจ้งขอความคุ้มครองตามสนธิสัญญาเหล่านี้กับรัฐด้วยวันที่ 29 มี.ค.นี้ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ร่วมกับสมาคมนักกฎหมายระหว่างประเทศ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ จัดสัมมนาเรื่องข้างต้น เพื่อจะได้รู้จักดาบเล่มนี้ดีขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญของ UNCTAD บินตรงจากเจนีวา มาร่วมบรรยายที่บางกอกคลับ ถนนสาทร (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

ถ้ารู้ว่าด้ามดาบนี้อยู่ไหน ก็จะจับใช้ได้มั่นคง และของมีคมนี้ก็จะไม่บาดมือด้วย ผู้สนใจโปรดติดตามได้ที่ Error! Hyperlink reference not valid.

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท