
เกลเซอร์...เครื่องดูดเงินผีแดง
5ปีล่าสุด “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย
5ปีล่าสุด “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย
โดย...ทีมข่าวกีฬา
5ปีล่าสุด “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย และผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2 ครั้ง หนึ่งในนั้นคือแชมป์
ฤดูกาลนี้พวกเขายังอยู่ในเส้นทางลุ้นทริปเปิลแชมป์
สโมสรมีแฟนคลับทั่วโลกประมาณ 50 ล้านคน และอาจจะเป็นสโมสรใหญ่ที่สุด
ขณะที่แฟนบอลต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตั๋วสูงขึ้น 42% เข้าโอลด์แทรฟฟอร์ดที่มีความจุ 7.6 หมื่นที่นั่ง ในช่วงเกือบ 6 ปี ที่ครอบครัวเกลเซอร์เข้ามาฮุบกิจการ
แต่แทนที่สาวกเรดอาร์มีจะได้เห็นการลงทุนดึงนักเตะซูเปอร์สตาร์มาสร้างสีสันในโรงละครแห่งความฝัน กลับได้เห็นตัวเลขผลประกอบการประจำฤดูกาล 2009-2010 สิ้นสุด ณ เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว กลับปรากฏสีแดงแจ๋ จากการเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 มี.ค.
ขาดทุน 108.9 ล้านปอนด์ (ราว 5,445 ล้านบาท) !!!
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการไม่ได้ขายนักเตะบิ๊กเนมออกจากทีม ผิดกับฤดูกาลก่อนหน้าที่ขาย คริสเตียโน โรนัลโด ให้กับเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสูงสุดเป็นสถิติโลก 80 ล้านปอนด์ (ราว 4,000 ล้านบาท) จนทำกำไรให้สโมสร 6.4 ล้านปอนด์ในตอนนั้น
แต่ที่มากกว่านั้น คือ สโมสรต้องแบกภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม 400 ล้านปอนด์ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่เจ้าของชาวอเมริกันเข้ามาเทกโอเวอร์ในปี 2005 โดยมีมัลคอล์ม เกลเซอร์ นั่งประธานสโมสร
สูงขึ้นกว่าปีก่อนเกือบ 100 ล้านปอนด์
ในทางตรงข้าม กลับมีการลงทุนแค่56 ล้านปอนด์ (ราว 2,800 ล้านบาท) น้อยกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี เชลซี สเปอร์ส แอสตัน วิลลา หรือแม้กระทั่งซันเดอร์แลนด์
ทั้งที่ก่อนเกลเซอร์เข้ามาเทกโอเวอร์แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีภาระหนี้สินหรือดอกเบี้ย นั่นเพราะเจ้าของคนปัจจุบันไปกู้เงินมาซื้อทีม 790 ล้านปอนด์ (ราว 3.95 หมื่นล้านบาท) จนนำมาสู่หนี้สินมหาศาล และกระแสขับไล่จากแฟนบอล
หลังการเข้ามาของเกลเซอร์ ตั๋วปีเฉลี่ยฝั่งอัฒจันทร์หลักของโอลด์แทรฟฟอร์ด ได้เพิ่มจาก 500 ปอนด์ เป็น 930 ปอนด์ พิสูจน์ว่าภาระหนักส่วนหนึ่งต้องตกไปอยู่กับแฟนบอล เป็นแรงผลักให้เกิดการต่อต้านเกลเซอร์อย่างต่อเนื่อง
“มันแย่มากที่แฟนๆ ต้องจ่ายค่าตั๋วเพิ่มขึ้นทุกฤดูกาลภายใต้การครอบครองของเกลเซอร์ แต่เงินนั้นกลับสูญเปล่า และไม่ได้นำไปลงทุนกับนักเตะ” ดันแคน แดรสดู ประธานบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซัพพอร์ตเตอร์ส ทรัสต์ กล่าว
ไม่เพียงแค่แฟนบอลเท่านั้น แม้กระทั่งนักเตะเองก็เริ่มไม่มั่นใจกับทิศทางของสโมสร
ต.ค.ปีที่แล้ว เวย์น รูนีย์ กองหน้าตัวสำคัญของทีม แสดงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของสโมสร หลังจากไม่มีการลงทุนดึงซูเปอร์สตาร์มาเสริมทัพในระยะหลัง ก่อนจะยอมจรดปากกาต่อสัญญา
ถึงแม้ เดวิด กิลล์ ประธานบริหาร จะพยายามออกมาลดความตึงเครียดด้วยการยืนยันว่า สโมสรยังไม่มีความกดดันที่จะต้องขายนักเตะเพื่อหาเงินมาโปะบัญชี ไม่ว่าจะเป็นรูนีย์ หรือใครทั้งนั้น เพราะยังมีเงินอยู่ในแบงก์ ตรงกันข้ามยังมีนโยบายซื้อนักเตะเข้ามาเสริม แต่ก็ไม่ใช่การลงทุนสมฐานะ
ผีแดงควักกระเป๋าซื้อ คริส สมอลลิง จากฟูแลม 12 ล้านปอนด์ และ ฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซ จากชีวาสในลีกเม็กซิโก 7 ล้านปอนด์ ในฤดูกาลนี้
นับว่าเบามาก เมื่อเทียบกับความคาดหวังกวาดถ้วยหลักทุกรายการอีกครั้ง
ที่น่าสังเกตมากที่สุด คือ ผีแดงไม่สามารถสู้ราคาของ คาริม เบนเซมา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในช่วงซัมเมอร์ 2009 ได้ ก่อนที่กองหน้าฝรั่งเศสจะย้ายจากลียง ไปเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,500 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะรายได้นอกสนาม ซึ่งการันตีได้จากผีแดงเป็นสโมสรแรกที่มีรายได้ทางด้านการค้าทะลุ 100 ล้านปอนด์ และยังมีรายได้จากแมตช์แข่ง 100 ล้านปอนด์ต่อปี โดยหลักๆ มาจากการขายตั๋วเข้าชม ทำให้ กิลล์ ยังมั่นใจสถานะการเงิน
“เรามีโครงสร้างการเงินระยะยาว รายได้ยอดเยี่ยมที่กำลังโตขึ้น เรากำลังควบคุมรายจ่าย ซึ่งค่าเหนื่อยทั้งหมดคิดเป็น 46% ของผลประกอบการ และเราสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะยาว”
ทั้งที่ย้อนไปเมื่อเดือน ส.ค. ปี 2004 กิลล์ เป็นหนึ่งในกลุ่มต่อต้านการเข้าเทกโอเวอร์ของเกลเซอร์ ด้วยประโยคสำคัญว่า “หนี้สินจะนำไปสู่ความหายนะ”
มาวันนี้ ประธานบริหารผีแดง บอกว่า “ผมไม่สามารถพูดถึงสโมสรใดได้ แต่แฟนยูไนเต็ดไม่ต้องกังวล”
นี่จึงเป็นปัจจัยให้เกลเซอร์ยังไม่ยอมขายทีมจนกว่าจะได้ราคาที่พอใจ ทั้งที่มีนายทุนจากกาตาร์เสนอราคามา 1,500 ล้านปอนด์ (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท) และไม่รู้ร้อนรู้หนาว แม้จะมีกฎของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ระบุว่าสโมสรที่เข้าแข่งขันต้องมีบัญชีสมดุล
เพราะยังมีรายได้และทรัพย์สินที่ดี
และถ้าเกลเซอร์ยังใจแข็งอย่างนี้ต่อไป โดยไม่มีการขายนักเตะทำเงินได้เหมือนอย่างโรนัลโด แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนยับเยินเพิ่มขึ้นอีกแน่







