posttoday
สกัดแคมเปญกัดกร่อนดอกเบี้ยฝากตั้งสติเพื่อรักษาสตางค์

สกัดแคมเปญกัดกร่อนดอกเบี้ยฝากตั้งสติเพื่อรักษาสตางค์

24 มีนาคม 2554

พลันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้รับทราบหลักเกณฑ์ “ล้อมคอก” การจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อระดมเงินฝาก

พลันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้รับทราบหลักเกณฑ์ “ล้อมคอก” การจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อระดมเงินฝาก

โดย...ทีมข่าวการเงิน

พลันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้รับทราบหลักเกณฑ์ “ล้อมคอก” การจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อระดมเงินฝาก

โดย ธปท.ไม่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์จัดรายการชิงโชค แจกของรางวัล และจับสลาก ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ก็เริ่มเกิดคำถามผลดีผลเสียที่เกิดขึ้นกับลูกค้า และธนาคารพาณิชย์

สกัดแคมเปญกัดกร่อนดอกเบี้ยฝากตั้งสติเพื่อรักษาสตางค์

ในแง่มุมความตั้งใจของ ธปท. ที่ต้องการดูแลผู้บริโภค ซึ่งก็คือลูกค้าธนาคารพาณิชย์ ด้วยการเรียกสติของลูกค้ากลับมาไม่หลงไปกับนโยบายการตลาดที่ออกมาสร้างสีสันชั่วครั้งชั่วคราว โดยใช้ลูกเล่น แจกของให้ลูกค้า แม้จะเป็นของเล็กน้อย เช่น ตุ๊กตา กระติกน้ำ กระเป๋ายี่ห้อหรู หากฝากเงิน หรือซื้อผลิตภัณฑ์เท่านั้นเท่านี้ เพราะมองว่าเป็นเพียงลูกเล่นทางการตลาด ที่นำผลประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลูกค้าควรจะได้ไปผูกกับต้นทุนสินค้าที่ธนาคารนำมาแจก ก็ถือเป็นความปรารถนาดีของ ธปท. ที่เห็นไส้พุงของธนาคารแล้วออกมาเตือน

ลูกค้าหลายรายอาจลืมนึกไปว่า ของแจกที่ได้รับถูกนำมาคำนวณเป็นต้นทุนที่ธนาคารให้กับลูกค้าแล้ว อาทิ แทนที่ลูกค้าเงินฝากออมทรัพย์ควรจะได้รับดอกเบี้ยเต็มบาท ก็ได้รับดอกเบี้ยเพียง 0.75% เป็นอัตราดอกเบี้ยที่แทบไม่มีผลอะไรในภาวะข้าวของแพง เงินเฟ้อชนะดอกเบี้ยเงินฝาก เท่ากับฝากเงินอย่างไรก็ติดลบ และอยู่ดีๆ อาจถูกหักค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี จิปาถะเข้าไปอีก

หรือหากจะเทียบกับเงินฝากประจำ 1 ปี ธนาคารให้ดอกเบี้ย 1.852% ขณะที่ตอนนี้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.87% ฝากเงินอย่างไรก็แพ้เงินเฟ้อเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น การออกมาเตือนธนาคารพาณิชย์ และสะกิดลูกค้าที่มักทวงถามของแจก แต่ไม่ทวงถามความเป็นธรรมจากดอกเบี้ย ก็น่าจะเรียกสติกลับมาได้บ้าง

สิ่งของที่ธนาคารเอามาล่อ ก็คือการ “เล่นกับเงิน” ของเราที่เอาไปฝากอยู่ดี ทุกอย่างมีต้นทุน และค่าใช้จ่ายแฝง แต่ลูกค้าอาจคิดไม่ทันเหมือนที่ธนาคารคิด

ธปท.ให้เหตุผลว่านี่เป็นเจตนารมณ์ของหลักเกณฑ์ว่าด้วยดอกเบี้ยส่วนลด ค่าบริการต่างๆ ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับที่ ธปท.เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์แจกเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดนอกจากดอกเบี้ย เว้นแต่เป็นการให้ของกำนัลแก่ลูกค้าในโอกาสที่เป็นประเพณีนิยม

แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ ธปท.ก็ต้องตระหนักถึงผลที่จะตามมาเช่นกันคือ เจ้าของเงินซึ่งก็คือลูกค้าจะได้รับผลประโยชน์จริงหรือเปล่า กฎที่ออกมาเข้มงวดมากเกินไปหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ ธปท.ต้องยอมรับว่า กลไกตลาดที่เปิดให้ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันเสรี เอาเข้าจริงแล้ว ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่มีประมาณ 16 แห่ง กลับไม่ได้สนองตอบ ตลาดเสรีในการปรับขึ้นหรือปรับลดดอกเบี้ย

การแข่งขันที่ว่าเสรีคือ การปรับขึ้น และลดดอกเบี้ยตามก้นกันในอัตราเดียวกัน หรือไม่ก็ทิ้งห่างกันไม่กี่สตางค์ นี่คือปัญหาการฮั้วราคาในตลาดเสรี ไม่ใช่การแข่งขันกันโดยยึดประโยชน์ลูกค้าเป็นตัวตั้ง

ไม่เช่นนั้นถ้าต้นทุนของธนาคารแต่ละแห่งไม่เท่ากัน ก็ควรต้องขึ้น หรือลดดอกเบี้ยให้กับลูกค้าในระดับราคาที่ไม่เหมือนกันทุกธนาคารใช่หรือไม่

นี่คือปัญหาของ ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ต้องแก้ไข ส่งสัญญาณ หรือทำอย่างไรก็ได้ที่มากกว่าบอกว่า ตลาดมีการแข่งขันเสรีกันอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อนับรวมการออกกฎที่ห้ามแจกของเล็กๆ น้อยๆ ให้กับลูกค้าเข้าไปอีก ก็อาจยิ่งกลายเป็นว่า เข้าทางธนาคาร ต้นทุนลด กำไรเพิ่ม แต่ลูกค้าไม่ได้อะไรเลย นอกจากดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดิน

ขณะที่การออกกฎให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน หรือผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได โดยให้ธนาคารคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงเฉลี่ยรายปีให้ลูกค้ารับทราบ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ก็ควรสอดส่ายดูพฤติกรรมของธนาคารด้วยว่า ทำจริงหรือไม่

ปัญหาทุกวันนี้ของการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากให้ดอกเบี้ยที่อ้างว่าสูง คือ การนำดอกเบี้ยที่จะได้รับขั้นสูงมาโฆษณาหรา แล้วก็เขียนเครื่องหมายดอกจัน เพื่อให้ลูกค้า “งง” กับดอกเบี้ยที่จะได้รับกันต่อไป

ที่ผ่านมาลูกค้าแทบไม่รู้เลยว่า ดอกเบี้ยที่ธนาคารนำมาโฆษณาสูงสุด คือดอกเบี้ยที่ต้องนำมาเฉลี่ย ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ได้จริงตลอดระยะเวลาการฝากเงิน เช่น เงินฝากประจำ 16 เดือน จ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดทุกๆ 4 เดือน สูงสุดถึง 6% ธนาคารก็จะใช้ดอกเบี้ยฐานสูงมาล่อตาล่อใจ

ทั้งที่รายละเอียดเดือนที่ 14 ดอกเบี้ย 1.75% เดือนที่ 5-8 ดอกเบี้ย 2.25% เดือนที่ 9-12 ดอกเบี้ย 3.75% และเดือนที่ 13-16 ดอกเบี้ย 6% ต่อปี เท่ากับถ้าฝากเงินครบ 16 เดือน ลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ยเพียง 3.4375% เท่านั้น

การสรุปหาดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุการฝากเงินที่ลูกค้าจะได้รับ ควรมีการบอกให้ชัดเจน เพราะใช่ว่าลูกค้าทุกคนจะเข้าใจการคำนวณดอกเบี้ย และไม่ใช่หน้าที่ของลูกค้าที่จะต้องถามพนักงาน แต่เป็นหน้าที่ของธนาคารที่ต้องเขียนให้กระจ่าง และในฐานะของ ธปท.ที่ดูแลหน่วยงานธนาคารพาณิชย์ก็ควรสั่งให้ชัด เพราะธุรกิจธนาคารพาณิชย์คือธุรกิจที่เอาเงินฝากคนอื่นมาบริหารหารายได้ ผู้ฝากก็ควรได้รับความเป็นธรรมอย่างสมเหตุสมผล

กฎบางอย่างคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยสมบูรณ์ บางเรื่องก็ต้องพอดี ไม่คับไม่หลวมจนเกินไป เรื่องที่ควรจะจริงจัง ควรจะแก้ไขเพื่อเป็นที่พึ่งของผู้ฝากเงิน ธปท. รู้ดีต้องทำอย่างไร แต่ต้องดูให้รอบด้าน ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตารักษากฎเพียงอย่างเดียว

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง