posttoday
ขึงดีเซลขึ้นดอกสู้เศรษฐกิจ

ขึงดีเซลขึ้นดอกสู้เศรษฐกิจ

23 มีนาคม 2554

กบง.ชดเชยดีเซลเพิ่ม ธปท.ชี้เงินเฟ้อมีโอกาสสูงเกิน 3% ต้องทยอยปรับดอกเบี้ย

กบง.ชดเชยดีเซลเพิ่ม ธปท.ชี้เงินเฟ้อมีโอกาสสูงเกิน 3% ต้องทยอยปรับดอกเบี้ย

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติอนุมัติเพิ่มการชดเชยราคาดีเซลอีกลิตรละ 40 สตางค์ จากที่ชดเชยอยู่ลิตรละ 4.70 บาท เป็นลิตรละ 5.10 บาท ส่งผลให้ใช้เงินชดเชยเพิ่มจากวันละ 285 ล้านบาท เป็นวันละ 307 ล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่แค่ 1.56 หมื่นล้านบาท ใช้ดูแลราคาดีเซลได้ 50 วันเท่านั้น

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ไม่ค่อยสบายใจกับปัญหาลิเบียเพราะราคาน้ำมันมีโอกาสที่จะแพง หรืออาจจะเห็นระดับ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ ขณะที่รัฐบาลจะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท ไปถึงสิ้นเดือนเม.ย.เท่านั้น

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า การเพิ่มชดเชยราคาดีเซลรอบนี้ ทำให้ค่าการตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นแค่ลิตรละ 1 บาท จึงต้องขอความร่วมมือจาก ปตท. และบางจากเข้ามาช่วยเสียสละรับภาระขาดทุน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อที่ก่อตัวขึ้นน่าจะมีภาวะไปถึงปลายปี ทำให้ในช่วงไตรมาส 4 มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงเกิน 3% จึงต้องทยอยปรับดอกเบี้ยให้เหมาะสม และสถานการณ์ในลิเบียมีผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่หากไม่เกิน 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ไม่น่าจะกระทบเศรษฐกิจโลกและไทย

นายประสาร กล่าวต่อว่า สถานการณ์ตอนนี้ขอบอกว่าการปรับดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับเหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำเกิดเศรษฐกิจร้อนแรง ก็อาจจะเกิดโอเวอร์ฮีตทางเศรษฐกิจได้

นายประสารยืนยันว่าการขึ้นดอกเบี้ยจนมีส่วนต่างมากขึ้นไม่ได้เป็นแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้ามากกว่าการลงทุนที่ขยายตัว

ปัจจัยที่ทำให้ภูมิภาคเอเซียยังดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ เป็นผลจากขณะนี้การเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียมีความเข้มแข็งมากขึ้น เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้มากว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งยังต้องดิ้นรนแก้ปัญหาให้ตัวเองหลุดพ้นจากวิกฤตวิกฤตโลกอยู่ ตรงกันข้ามกับกลุ่มประเทศเอเชียที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลกไปได้ด้วยดี

ทั้งนี้ จากข้อมูลตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเอเชียในปีที่แล้ว พบว่ามาจากอุปสงค์ในประเทศและอุปสงค์จากต่างประเทศ ทำให้คาดว่าปีนี้แรงขับเคลื่อนให้เอเชียเติบโตได้ดียังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการบริโภคจากจีนและอินเดียที่กลุ่มประชากรชนชั้นกลางโตเร็วมาก ฉะนั้นโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียยังมีต่อเนื่อง

นายประสาร กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า คือ ความเคลื่อนไหวของเงินทุนในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น เพราะสภาพคล่องในระบบมีอยู่สูง เป็นผลจากประเทศขนาดใหญ่เขาอัดฉีดสภาพคล่องเข้าแก้ปัญหาในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง อาทิ การแก้ปัญหาภาระหนี้ทางการคลังในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งทำให้พันธบัตรรัฐบาลหรือสินทรัพย์ของรัฐบาล ที่เคยมองกันว่าไม่มีความเสี่ยงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความผันผวนมากขึ้น เพราะนักลงทุนพร้อมเสมอที่จะถอนเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ หรือนำเงินโยกกลับไปกลับมาได้มากขึ้น พร้อมที่จะโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยกว่า ได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงกว่าเสมอ

อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดสภาพคล่องของประเทศพัฒนาแล้วถึงจะช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้บ้าง สร้างความเชื่อมั่นได้บ้าง แต่ก็เพิ่มการเคลื่อนย้ายเงินทุนให้หนักหน่วงมากขึ้น รวดเร็วขึ้น มีความผันผวนมากขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังทำให้อัตราผลตอบแทนของประเทศพัฒนาแล้วต่ำลง ส่งผลให้นักลงทุนพร้อมที่จะถอนเงินทุนออกไปลงทุนในที่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าได้เสมออีก แม้นักลงทุนจะพบว่าที่สุดแล้วการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นที่ๆปลอดภัยสุดเสมอก็ตาม

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาวะเงินทุนไหลเข้าเหล่านี้ เกิดเป็นความท้าทายอย่างมากกับประเทศกำลังพัฒนา เพราะแม้เงินทุนจะช่วยพัฒนาประเทศ แต่ก็มีต้นทุนมาด้วย เนื่องจากขับให้อัตราแลกเปลี่ยนพุ่งสูงขึ้นด้วย และยังทำให้ไปกดเศรษฐกิจในบางสาขา ทำให้ราคาสินทรัพย์แพงขึ้นในบางสาขา ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรด้วย โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากถ้าเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นก็จะทำให้บริษัทต่างๆ ธนาคารพาณิชย์ และบุคคลธรรมดาได้รับผลกระทบไปด้วย เกิดผลร้ายแรงหากเกิดเงินทุนไหลออก

“ในการดูแลของธปท.เรามีการดูแลเงินทุนไหลเข้าอยู่หลายวิธี มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น ใช้การแทรกแซงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ใช้นโยบายการกำกับสถาบันการเงินร่วมกับการดำเนินนโยบายการเงินหรือเม็คโคร พรูเดนเซียล และมีการดูแลกฎเกณฑ์บัญชีเงินทุน ซึ่งทั้งหมดเป็นถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็ต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกันด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการมาควบคุมเงินทุนไหลเข้า “ นยประสารกล่าว

นายประสาร กล่าวว่า การใช้เครื่องมือนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นหลัก จะช่วยปรับระดับเงินทุนที่จะเข้ามาด้วย แต่ก็เป็นเพียงการตอบรับไม่ช่วยมากนัก และทำให้มีความสเยงต่อเศรษฐกิจและยังมีต้นทุน ธปท.จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย เช่น การกำหนดสินเชื่อขั้นต่ำในบางภาคธุรกิจเข้ามาช่วยด้วย รวมทั้งคุมบัญชีเงินทุน และสนับสนุนให้เงินทุนไหลออกด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุล แต่วิธีเหล่านี้ถึงจะช่วยได้บ้าง แต่ก็ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของธปท.พบว่าผู้ส่งออกรับภาวะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง จึงปล่อยให้แข็งได้ระดับหนึ่งซึ่งไม่กระทบเศรษฐกิจ

“การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนช่วยให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าเงินทุนไหลเข้ามามาก แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยง มีต้นทุนด้วย ฉะนั้น จะใช้เครื่องมืออะไรมาควบคุมเงินทุนก็ต้องให้มีประสิทธิภาพ ไม่อ่อนเกินไป จนขาดประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่แรงจนเกิดต้นทุนมากๆ ทำให้เกิดการบิดเบือน และอาจทำให้นักลงทุนหมดความสนใจในประเทศไทยได้ เราต้องดูเรื่องผลข้างเคียงให้มาก จะพยามไม่ใช้มันถ้าไม่จำเป็น” นายประสารกล่าว

“จากเงินเฟ้อที่ก่อตัวขึ้น ตั้งแต่เดือนม.ค.และก.พ.จากการบริโภคหรือดีมานด์ในประเทศและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่อุปสงค์ที่สูงขึ้น มีการเรียกร้องขอค่าจ้างแรงงานเพิ่ม ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องมีความรอบครอบเพิ่มขึ้น เพราะเท่าที่ติดตามดูสถานการณ์น่าจะมีภาวะไปถึงปลายปี ทำให้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงเกิน 3% จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่น ไม่ให้ภาคธุรกิจและประชาชนคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นไปอีก จำเป็นต้องทยอยปรับดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับเหมาะสมต่อไป แต่ก็ไม่น่าห่วงถึงขั้นต้องเรียกประชุมคระกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ฉุกเฉินแต่อย่างไร แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ เก็บข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งสถานการณ์ในลิเบียที่มีผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่หากน้ำมันดูไบไม่สูงกว่า 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็ไม่น่าจะกระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมากนัก ส่วนสถานการณ์ในญี่ปุ่น ก็ต้องดู เพราะกระทบค่าเงินและทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายรวดเร็วขึ้น ” นายประสารกล่าว

อย่างไรก็ดี เรื่องการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ไม่ใช่ธปท.จะทำได้คนเดียวจบ ตลาดหลักทรัพย์ก็สำคัญ เพราะเป็นเหมือนทางระบายน้ำออกไปได้ ต้องทำให้กว้างและรองรับเงินทุนที่ไหลข้ามาได้มากขึ้น แต่ถึงการมีชีวิตอยู่กับเงินทุนไม่ง่าย แต่ขอยืนยันว่าธปท.ได้ระวังความผันผวนจากปัจจัยจต่างๆอย่างดี และในการตัดสินใจธปท.จะให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด

“ส่วนเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งห่วงกันว่าใช้ดอกเบี้ยดูแลเงินเฟ้ออาจจะไปดึงเงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นนั้น ธปท.อยากจะบอกว่าเครื่องมือดอกเบี้ยใช้เพื่อการอื่นไม่ได้ มีหน้าที่หลักในการรักษาสมดุลเสถียรภาพราคารักษาเศรษฐกิจในระยะยาว จะใช้ดอกเบี้ยเพื่อไปควบคุมดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจจะทำให้เกิดการสับสนในบทบาท และอาจทำให้เกิดในภาวะที่เศรษฐกิจร้อนแรงมากได้ ถ้าไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยกลัวจะดึงเงินทุนเข้ามาเพิ่ม ก็อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงหรือโอเวอร์ ฮีตได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่ต้องมานั่งชั่งใจกัน แต่จากการสำรวจเรื่องนี้พบว่า ส่วนต่างดอกเบี้ย มีผลดึงเงินทุน น้อยกว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศ และความต้อกงารลงทุนแท้จริง และมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยที่ละเล็กละน้อย ไม่น่าจะทำให้ดึงเงินทุนไหลเข้ามามากขึ้น และในภาวะที่โลกมีการฟื้นตัว ทำให้เรามีความจำเป็นต้องควบคุมระดับราคา” ผู้ว่าการธปท.กล่าว

ทั้งนี้ ธปท.ยังประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้เท่าเดิมที่ระดับ 35% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่คาดไว้ที่ 23% และเงินเฟ้อทั่วไปที่ 24% จนกว่าจะมีการประเมินภาวะเศรษฐกิจครั้งใหม่ ในการประชุมกน.วันที่ 20 เม.ย. และแถลงผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจครั้งใหม่ในวันที่ 28 เม.ย.ที่จะถึงนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท