posttoday
ระเบิดสงครามกำราบกัดดาฟีจับตาชนวน Oil Shock

ระเบิดสงครามกำราบกัดดาฟีจับตาชนวน Oil Shock

22 มีนาคม 2554

ความขัดแย้งในระดับสงครามในโลกอาหรับมีความเปราะบางสูงและโยงใยถึงชะตากรรมเศรษฐกิจโลก  

ความขัดแย้งในระดับสงครามในโลกอาหรับมีความเปราะบางสูงและโยงใยถึงชะตากรรมเศรษฐกิจโลก  

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ความขัดแย้งในระดับสงครามในโลกอาหรับมีความเปราะบางสูงและโยงใยถึงชะตากรรมเศรษฐกิจโลก เพราะภูมิภาคตะวันออกกลางแอฟริกาเหนือเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก การก่อสงครามในภูมิภาคนี้จึงไม่เพียงเกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางราคาน้ำมันเท่านั้น แต่สงครามใดๆ ที่ระเบิดขึ้นในภูมิภาคนี้จะถูกจับตามองในทันทีว่า เกี่ยวข้องกับน้ำมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ระเบิดสงครามกำราบกัดดาฟีจับตาชนวน Oil Shock

หากสมาชิกในโลกอาหรับเห็นดีเห็นงามกับการโจมตีประเทศหนึ่ง ราคาน้ำมันย่อมมีความเคลื่อนไหวที่ไม่หวือหวานัก หรืออาจหวือหวาเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ

ดังเช่นกรณีของสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 2534 ราคาน้ำมันยังปรับขึ้นมาจากเฉลี่ย 17 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเดือน ส.ค. 2534 ซึ่งสงครามได้ยุติลงพอดี หลังจากนั้นระดับราคาเริ่มลดลงอีกครั้งหลังจากที่กองทัพของ ซัดดัม ฮุสเซน ถอนกำลังออกจากคูเวต ขุมน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก

เมื่อครั้งที่สหรัฐบุกอิรักเมื่อปี 2546 ครั้งนั้นราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 2030 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยลบที่เข้ารุมเร้าพอดิบพอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะกำลังการผลิตถึงขีดสุดของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างอินโดนีเซียและเม็กซิโก ยังผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2551 ที่น้ำมันปรับขึ้นมาถึงกว่า 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่จะดิ่งเหวอีกครั้งด้วยพิษภัยจากเศรษฐกิจโลกถดถอย

แต่โดยสรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่า การรุกรานอิรักเมื่อปี 2546 ไม่สั่นสะเทือนราคาในตลาดโลกในระยะแรก เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันในโลกอาหรับยังหนุนหลัง อีกทั้งสหรัฐยังเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันในอิรักได้ในเวลาไม่นานนัก เช่นเดียวกับที่เคยเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันในคูเวตให้พ้นจากเงื้อมมือซัดดัมได้ในเวลาอันสั้น

แต่ก็ใช่ว่าสงครามที่ได้รับไฟเขียวจากชาติอาหรับ จะไม่กระทบต่อตลาดน้ำมันโลกไปเสียทีเดียว!

นอกจากนี้ หากคราใดที่โลกอาหรับไม่หนุนชาติตะวันตก เหตุการณ์จะเป็นไปในทางตรงกันข้ามทันที ไม่เพียงชาติอาหรับจะประณามเท่านั้น แต่ยังอาจคว่ำบาตรด้วยการรวมหัวกันงดขายน้ำมันให้ชาติตะวันตก ในฐานะที่โลกอาหรับมีสัดส่วนสมาชิกใน OPEC มากถึง 8 ประเทศจากทั้งหมด 12 ประเทศ

นำไปสู่วิกฤตการณ์ที่เรียกว่า Oil Shock หรือภาวะที่โลกขาดแคลนน้ำมันอย่างหนักจนราคาถีบตัวขึ้นมาราวกับก้าวกระโดด

ภาวะ Oil Shock เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 70 ครั้งแรกราคาพุ่งขึ้นจาก 3 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 12 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ครั้งที่ 2 ราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 39.5 เหรียญสหรัฐ

หลังจากนั้นโลกไม่เคยประสบกับภาวะข้าวยากหมากแพงด้านพลังงานอีก ทั้งระดับราคายังทิ้งตัวลงถึง 60% ในช่วง 20 ปีต่อมา จนถึงทศวรรษที่ 2000 ที่ราคาน้ำมันกระโดดขึ้นมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการเก็งกำไรโดยอ้างเศรษฐกิจที่คึกคัก ก่อนที่ราคาจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากราคาแพงขึ้นโดยมิได้อิงกับกลไกราคาที่แท้จริง

ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากการรุกรานอิรักเมื่อปี 2546 ชาติตะวันตกจะยังเหลือประเทศใดให้ใช้กำลังบีบเค้นอีก เพราะแม้แต่กัดดาฟีเองยังจูบปากกับสหรัฐอีกครั้งเมื่อปี 2549 หลังจากฮึ่มๆ ใส่กันมานานกว่า 20 ปี จากที่ลิเบียมีเอี่ยวกับการก่อวินาศกรรมสายการบินแพนแอม ที่เมืองล็อกเคอร์บี ของสกอตแลนด์ เมื่อปี 2531

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอน คือความแน่นอนที่สุด

ในทศวรรษนี้ สัญญาณของภาวะ Oil Shock ได้ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ท่าม กลางห่ากระสุนและระเบิดจากกองทัพตะวันตกที่สาดถล่มลิเบีย

แต่ความฮึกเหิมของชาติตะวันตกทำให้มองไม่เห็นความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชาติอาหรับ

ท่าทีที่ชัดเจนที่สุด คือ สันนิบาตอาหรับ (AL) ที่วิจารณ์การใช้กำลังทหารแทรกแซงสถานการณ์ในลิเบีย

มิหนำซ้ำท่าทีของ AL ก่อนหน้านี้ยังถูกตีความโดยบางประเทศไปเรียบร้อยว่า เป็นความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความก้าวร้าวของชาติตะวันตก หนึ่งในนั้นคือ กุยโด เวสเทอร์เวลเลอ รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี ที่เปิดเผยว่า เยอรมนีมีเหตุผลที่จะต้องหวาดกลัวกับการใช้กำลังทหารแทรกแซงลิเบีย และเหตุผลที่ว่านั้นมีน้ำหนักขึ้นเมื่อ AL วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีในครั้งนี้

เหตุผลที่เยอรมนีหวาดกลัวนั้น มิใช่เกรงว่าสงครามจะขยายวง แต่เกรงว่ายุโรปจะถูกชำระแค้นโดยเศรษฐี น้ำมันในโลกอาหรับ เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นเมื่อคราว Oil Shock ครั้งแรก ซึ่งวิกฤตเมื่อ 38 ปีที่แล้วยังผลให้ยุโรปต้องเสียงแตก เนื่องจากประเทศที่มิได้สนับสนุนสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล กลับต้องรับเคราะห์ราคาน้ำมันแพงไปพร้อมกับประเทศที่สนับสนุนสงคราม

วันนี้เยอรมนีคือตัวแทนของฝ่ายไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีกำลังพอจะคัดค้าน แม้ความโหดเหี้ยมของกัดดาฟีสมควรหยุดยั้ง แต่มิใช่ด้วยสงครามเกือบเต็มรูปแบบ และสงครามที่มีน้ำมันแอบแฝงเป็นวาระซ่อนเร้น

ที่ผ่านมาชาติตะวันตกตกเป็นหมายวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า ใช้กำลังทหารกำราบ กัดดาฟี เพราะมีวาระซ่อนเร้นเรื่องน้ำมันในลิเบีย ไม่เฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่เป็นจำเลย แต่ยังรวมถึงฝรั่งเศสที่กระเหี้ยนกระหือรือที่สุด และยังเป็นประเทศแรกที่ตัดสินใจใช้กำลังทหารตามมติ UNSC

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักไม่น้อย เพราะลิเบียมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 10 ของโลก และมากที่สุดในทวีปแอฟริกา ที่ 4.1 หมื่นล้านบาร์เรล สามารถสูบขึ้นมาใช้ได้นานถึง 66 ปี

ไม่มีใครบอกได้ว่า การโจมตีลิเบียจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด แม้แต่ฝรั่งเศสจะยืนยันว่าการโจมตีจะไม่มีการยุติลงกลางคัน ซึ่งบ่งชี้ว่าหลักชัยของพันธมิตรตะวันตก คือมุ่งปลดเปลื้องลิเบียจากอำนาจของกัดดาฟี แต่ก็บอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะไปถึงหลักชัย

ยิ่งการโจมตียืดเยื้อเท่าใด กำลังการผลิตน้ำมันจากลิเบียยิ่งอันตรธานไปจากโลกนานขึ้น และหมายความว่าชาวโลกยิ่งต้องแบกรับภาระมากขึ้นเท่านั้น

แต่น้ำมันแพงแบบรายวัน ยังไม่น่ากังวลเท่า Oil Shock ที่ลากยาวข้ามเดือนข้ามปี

เสียงสะท้อนที่แฝงความขุ่นเคืองจากโลกอาหรับนับเป็นสัญญาณอันตรายของวิกฤต Oil Shock มากพอสมควรแล้ว ยังมีความขัดเคืองจากพันธมิตรลิเบียและชาติที่เป็นปฏิปักษ์ที่แสดงออกอย่างรุนแรงขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย อิหร่าน หรือเวเนซุเอลา ทั้ง 3 มีน้ำมันสำรองระดับท็อป 10 ของโลก ในอันดับที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 อีกทั้งยังมีสัดส่วนการผลิตที่ 1 ที่ 4 และที่ 13 ตามลำดับ

หากตะวันตกเดินหมากพลาด จนเปิดช่องให้ฝ่ายคัดค้านการโจมตีลิเบียได้โอกาสสวนกลับ ด้วยการตัดตอนเศรษฐกิจอีกฝ่าย ผ่านตลาดน้ำมัน ครานั้นแม้แต่ UN ก็คงฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ เพราะปัญหาเศรษฐกิจอยู่เหนืออำนาจขององค์กรโลกแล้ว

ยิ่งชาติตะวันตกล้ำเส้นกับประชาชาติอาหรับและพันธมิตรมากเท่าไร โลกยิ่งข้ามเส้นเข้าสู่พรมแดนของวิกฤต Oil Shock มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล