
ภูมิใจไทย ชนะศึกซักฟอก เนวิน-บรรหาร พยัคฆ์ติดปีก
ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบมาราธอน 4 วัน 4 คืน 66 ชั่วโมง จากนี้ไปการเมืองคงเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัวตามที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศเอาไว้
ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบมาราธอน 4 วัน 4 คืน 66 ชั่วโมง จากนี้ไปการเมืองคงเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัวตามที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศเอาไว้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบมาราธอน 4 วัน 4 คืน 66 ชั่วโมง จากนี้ไปการเมืองคงเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัวตามที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศเอาไว้ ฃ
ช่วงเวลาที่เหลืออีกกว่า 1 เดือนครึ่งจากนี้เป็นช่วงเวลาที่ยังต้องมีการจัดระเบียบการเมืองอีกเล็กน้อย เพื่อเตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง คือ การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 3 ฉบับ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
“ในช่วงเวลาอีก 1 เดือนครึ่งที่เหลือก่อนการยุบสภานั้น รัฐบาลยังคงมีความรับผิดชอบที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องประชาชน การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ” คำยืนยันจากนายกฯ อภิสิทธิ์
ขณะเดียวกัน เมื่อลองวิเคราะห์ผลการลงมติไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีที่เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ทำให้เห็นภาพ “การเมือง” (ของนักการเมือง) พอสมควรว่า พรรคการเมืองใดมีอนาคตและพรรคใดไม่มีอนาคต
ไฮไลต์สำคัญของคะแนนโหวตที่เพิ่งผ่านไปอยู่ที่ผลคะแนนของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้คะแนนไว้วางใจมาเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองแบบค้านสายตาผู้ชม
อย่าง “พรทิวา นาคาศัย” รมว.พาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้คะแนนไว้วางใจมาเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้านายกฯ แบบเหนือความคาดหมาย ทั้งๆ ที่เมื่อประมวลภาพรวมในการชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในการซักฟอกกลับไม่ได้อธิบายว่าตัวเองมีความบริสุทธิ์อย่างไร
ตรงกันข้าม รัฐมนตรีพาณิชย์กลับเลือกใช้การสร้างวิวาทะตอบโต้กลับไป เช่น “ฝ่ายค้านทำเรื่องนี้ให้เป็นการเมืองมากเกินไป” เป็นต้น
เช่นเดียวกับในราย “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย คนนี้ไม่ต้องพูดถึง ตลอดช่วงเวลาที่ถูกฝ่ายค้านถล่มกว่า 3 ชั่วโมง ในสองปมสำคัญ คือ 1.การโยกย้ายข้าราชการ และ 2.การซื้อที่ดินการประปาส่วนภูมิภาค จ.กระบี่ แพงเกินจริง ใครที่ติดตามดูก็ต้องเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่น่ารอดแน่
แต่ปรากฏว่า การอภิปรายกว่า 3 ชั่วโมงของฝ่ายค้านกลับไม่มีความหมายอะไรเลย ด้วยเพราะรัฐมนตรีชวรัตน์อ่านสคริปต์ที่คนโตแห่งบุรีรัมย์จัดมาให้ด้วยการตัดบทแค่ว่า “ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ” ทุกอย่างจบแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
มองตามความเป็นจริงแล้วรัฐมนตรีทั้งสองคนไม่คู่ควรกับคะแนนไว้วางใจหลัก 250 เสียง แต่เมื่อการเมืองอยู่เหนือเหตุผลและความเป็นจริงทำให้สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในสภาไทยอย่างกรณีนี้เป็นต้น
ลงลึกไปที่ผลคะแนนของพรรคภูมิใจไทยจะเห็นได้ว่ามูลค่าทางการเมืองของพรรคนี้พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว เพราะข้อครหาเรื่อง “ยี้” ได้ถูกลดทอนไประดับหนึ่งจากมติไว้วางใจที่สูงลิ่วดังกล่าวของพรรคภูมิใจไทย
เอาเฉพาะในรายของพรทิวาได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจาก 6 สส.กลุ่มงูเห่าพรรคเพื่อไทย และ สส.พรรคเพื่อแผ่นดินกลุ่ม 3 พี ถึง 20 คน ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการงดออกเสียงเพื่อเป็นการทอดสะพานมาให้ด้วยจากนิยม วิวรรธนดิฐกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย
ผลคะแนนที่ออกมาประเมินแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยนอนมาเป็นรัฐบาลแน่นอน แม้ว่าในส่วน 3 พี จะยกมือให้พรทิวาเพียงคนเดียวจากเดิมปีที่แล้วไม่ไว้วางใจภูมิใจไทยมาก่อนก็เป็นการส่งสัญญาณระดับหนึ่งว่ายังพร้อมที่ร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองอยู่
โดยอาศัยเกาะเกี่ยวในอนาคตด้วยหากมีความจำเป็นและความต้องการที่จะร่วมรัฐบาล
คะแนนไว้วางใจจากพรทิวาที่สูงมากขนาดนี้ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากพลังการเมืองของ “บรรหาร ศิลปอาชา” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เพราะเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทยภายหลังจากที่ทั้งสองพรรคได้ประกาศเป็นพันธมิตรร่วมกัน
โดยทั้งสองพรรคมีคลังแสงทางการเมืองรวมกันเอาไว้อย่างมากมายทั้งงบประมาณ อำนาจรัฐ กลไกปกครองส่วนท้องถิ่น และคอนเนกชันการเมือง ซึ่งล้วนเป็นเครื่องล่อใจให้ สส.ละทิ้งชายคาบ้านเก่ามาพึ่งใบบุญสองพรรคขาใหญ่ในเวลานี้
นอกจากนี้ ยี่ห้อ “บรรหาร” คนเล็กใจใหญ่แห่งเมืองสุพรรณขึ้นชื่ออยู่แล้วเข้าได้กับทุกพรรครักทุกคน ซึ่งหมายรวมถึงทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ไม่ต่างอะไรกับการันตีล่วงหน้าได้ว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งต้องมีชื่อของสองพรรคนี้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน
ไม่แปลกที่ สส.คนไหนต้องการร่วมเรือลำนี้ต้องแสดงเจตนารมณ์เป็นการด่วน เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 30 วันนับถึงวันเลือกตั้ง ถ้ามัวแต่ยึกๆ ยักๆ อาจพลาดโอกาสได้และโอกาสสอบตกจะมีความเป็นไปได้สูง
เท่ากับว่าสถานะของ “เนวินบรรหาร” ภายหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจกำลังกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกกำลังสร้างความยั่วยวนให้ สส.เข้ามาร่วมสังกัดเป็นอย่างมากด้วยการรับประกันการเป็นรัฐบาลไปครึ่งตัวแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง
รวมทั้งยังเป็นสถานะที่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต่างต้องให้ราคาทางการเมืองมากขึ้น แบบไม่สามารถมองข้ามได้
จากนี้คงไม่มีพรรคการเมืองกล้าแสดงท่าทีหือกับสองพรรคนี้ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะขึ้นสู่อำนาจจะหลุดลอยไปหากไม่มี “เนวินบรรหาร” เข้ามาร่วมด้วย







