posttoday
สึนามิพัดดอกเบี้ยเป็นขาลงแต่บาทแข็ง

สึนามิพัดดอกเบี้ยเป็นขาลงแต่บาทแข็ง

21 มีนาคม 2554

2เดือนแรกของปีนี้ อัตราดอกเบี้ยโลกถูกนักเศรษฐศาสตร์ทำนายไว้ว่าจะเป็นขาขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

2เดือนแรกของปีนี้ อัตราดอกเบี้ยโลกถูกนักเศรษฐศาสตร์ทำนายไว้ว่าจะเป็นขาขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

โดย...ทีมข่าวการเงิน

2เดือนแรกของปีนี้ อัตราดอกเบี้ยโลกถูกนักเศรษฐศาสตร์ทำนายไว้ว่าจะเป็นขาขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิถล่มตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ดอกเบี้ยที่กำลังทำท่าจะเป็นขาขึ้น ก็กลับทิศเริ่มจะกลายเป็นขาลง

สึนามิพัดดอกเบี้ยเป็นขาลงแต่บาทแข็ง

เหตุที่ดอกเบี้ยจะกลายมาเป็นขาลงก็เพราะการค้าโลกในปัจจุบันผูกพันกันไปจนเกิดเหตุที่ประเทศหนึ่งก็ส่งผลกระทบไปอีกประเทศหนึ่ง การชะลอตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น จากเหตุการณ์สึนามิและสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหล จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศคู่ค้าของญี่ปุ่นทั้งหมด และทั้งรัฐบาลและเอกชนญี่ปุ่นจะทยอยขายสินทรัพย์ในต่างประเทศออก และนำเงินกลับไปบูรณะประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ค่าเงินเยนได้เริ่มแข็งตัวมากขึ้นจากเงินไหลเข้าประเทศ ซึ่งการที่ค่าเงินเยนแข็งค่าก็จะไปสร้างปัญหาให้กับประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือจี7 ที่ตั้งวงถกปัญหาเรื่องนี้กันเลยทีเดียว

ผลจากค่าเงินเยนที่แข็งค่า ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ก็จะได้รับผลกระทบเต็มๆ จากเรื่องนี้ ค่าเงินบาทจะเริ่มแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ในช่วงแรกที่เกิดเหตุสึนามิ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแต่ไม่กี่วันค่าเงินก็ตีกลับมาเริ่มทรงตัวไปในทางแข็งค่า เห็นได้จากอัตราค่าธรรมเนียมซื้อประกันอัตราแลกเปลี่ยน (สวอป) จาก 0.35 สตางค์ เป็น 60 สตางค์

ผลกระทบที่มีต่อตลาดเงินตลาดทุนของไทยจะได้รับจากเหตุการณ์นี้แน่ หากสหรัฐอเมริกาและยุโรปประกาศตรึงดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดับเงินเฟ้อ ก็จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศห่างออกไปอีก จะเกิดเงินไหลเข้าเพื่อมากินส่วนต่างดอกเบี้ย ผลที่จะตามมาคือจะดันให้เงินบาทแข็งค่าและจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

อภิชาติ เกษมกุลศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) กล่าวว่า เมื่อช่วงเกิดเหตุสึนามิใหม่ๆ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งต่ำมากกว่าเงินริงกิตจากมาเลเซีย หากแนวโน้มเป็นเช่นนี้ ก็เป็นสัญญาณว่าเริ่มมีเงินไหลเข้ามาอีกแล้ว

“เมื่อค่าเงินเยนแข็งค่า เงินหยวนก็จะแข็งค่าตามไปด้วย เงินทุกสกุลในเอเชียจะแข็งค่าขึ้น ก็จะกลายเป็นปัญหาแต่ละประเทศที่จะต้องแก้ไข แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะกระทบกับการส่งออกไม่กี่กลุ่ม กลุ่มใหญ่อย่างอาหารไม่ได้รับผลกระทบแน่เพราะความต้องการอาหารในตลาดโลกสูง โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เมื่อสารกัมมันตรังสีรั่วไหลปนเปื้อนในอาหาร ก็จะมีการสั่งนำเข้าอาหารจากต่างประเทศทดแทนมากขึ้น” อภิชาติ กล่าว

อย่างไรก็ดี การที่เงินไหลเข้ามานี้ แน่นอนว่า ธปท.คงจะต้องเหนื่อยในการดูแล แต่จะเป็นสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศมีโอกาสที่จะชะลอการขึ้นต่อไปอีกได้

นักค้าเงินมองว่า ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงไม่หยุดจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวขึ้นมาก แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะช่วยให้แรงกดดันต้นทุนราคาสินค้าลดลง อย่างไรก็ดี รายได้ของคนยังเติบโตไม่ทัน และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบ เพราะเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่อีก

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากไทยยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก อาจจะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว แม้จะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเงินเดือนข้าราชการ ขึ้นค่าจ้างให้สูงตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าว ก็แค่บรรเทาให้คนมีเงินพอซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ไม่มีเงินออม

แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมธนาคารไทยเห็นด้วยกับแนวคิดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง และอดีตผู้ว่าการ ธปท. ที่มองว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวลง หากเกิดฟองสบู่ส่วนไหนก็ให้ไปแก้ไขที่จุดนั้น อย่าแก้ไขแบบเหวี่ยงแหไปหมด จะทำให้ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องและขยายตัวได้ดีชะงักลง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็คือดอกเบี้ยไทยกับดอกเบี้ยต่างประเทศจะกลับทิศทางกัน ไม่เดินไปด้วยกัน เพราะต่างประเทศยังจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่น แต่ตลาดเงินของไทยเองหากสินเชื่อมีการขยายตัวในอัตราที่สูงตามเป้าหมายของธนาคารแต่ละแห่งเฉลี่ย 10% ก็เป็นไปได้ที่จะมีการระดมเงินฝาก ดอกเบี้ยก็จะยังขึ้นอยู่ แต่อาจจะไม่ขึ้นเร็วอย่างที่คิด

นายแบงก์หลายสำนักคาดการณ์ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งหน้า คณะกรรมการจะคิดหนักว่า จะขึ้นดอกเบี้ยดีหรือไม่ ซึ่งจะต้องแยกพิจารณาปัญหาในประเทศไทยออกจากปัญหาต่างประเทศ แม้จะเกี่ยวพันกันแต่ปัญหาไม่เหมือนกัน

การชะลอขึ้นดอกเบี้ยในประเทศนับว่าเป็นข่าวดีของลูกหนี้ทั้งหลายที่จะเริ่มสบายใจว่าต้นทุนจะไม่สูงขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้ที่กู้เงินซื้อบ้าน แต่เรื่องนี้ก็ต้องวัดใจ กนง.ว่าจะเลือกอะไร ระหว่างการกลัวเงินเฟ้อในอนาคต กับภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวถ้ามีการขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกเรื่อยๆ

แต่หากมองในมุมรัฐบาลที่จะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ คาดว่ากระทรวงการคลังคงไม่อยากให้ดอกเบี้ยปรับขึ้นอีกแน่นอน และมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการหารือกับ ธปท.ด้วย โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์โลก

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ