
โรงสกัดกดปาล์มสดพาณิชย์จี้สุเทพเร่งแก้
แฉโรงสกัดกดราคารับซื้อผลปาล์มสดเหลือ 5 บาท/กก. ทั้งที่ได้ชดเชยจากรัฐบาล 2.50 บาท จี้สุเทพ ดูแลด่วน
แฉโรงสกัดกดราคารับซื้อผลปาล์มสดเหลือ 5 บาท/กก. ทั้งที่ได้ชดเชยจากรัฐบาล 2.50 บาท จี้สุเทพ ดูแลด่วน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มสดในประเทศตกต่ำลงมาก โดยราคารับซื้อเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ กก.ละ 5.10 บาท จากราคาเดือน ก.พ. อยู่ที่ 8.50 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มกดราคารับซื้อจากเกษตรกร ทั้งที่มติของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้โรงสกัดน้ำมันปาล์มรับซื้อปาล์มสดจากเกษตรกร ในราคาประกันที่ กก.ละ 7 บาท โดยรัฐจะจ่ายชดเชยให้กก.ละ 2.50 บาท เพื่อให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มขวดขายได้ในราคาลิตรละ 47 บาทได้
ทั้งนี้ การกดราคารับซื้อดังกล่าว ทำให้ราคาปาล์มสดลดลงมาก เกษตรกรเสียประโยชน์ แต่โรงสกัดกลับได้ประโยชน์ 2 ทางคือ ซื้อได้ในราคาถูก และยังได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลอีก ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้จะทำให้ราคาปาล์มสดในประเทศตกต่ำลงมากกว่านี้ เพราะผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น จึงต้องการให้คณะกรรมการเร่งแก้ปัญหานี้ เพื่อป้องกันเกษตรกรออกมาชุมนุมเรียกร้อง
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า เร็วๆ นี้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จะหารือกับกรมการค้าภายในเพื่อปรับปรุงแนวทางบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคบริโภคใหม่ โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณต้นทุนราคาสินค้าให้ทันสมัย และสะท้อนกับ ต้นทุนที่แท้จริงให้มากขึ้นเพราะโครงสร้างต้นทุนที่ใช้ในปัจจุบันล้าสมัย และส่วนใหญ่มีต้นทุนเทียมแฝงอยู่มาก ทำให้เมื่ออนุมัติปรับขึ้นราคาขายปลีกให้ผู้ประกอบการแล้ว อาจทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ และต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงเกินจริงได้
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์อาจใช้เวลาระยะหนึ่ง กว่าจะพิจารณาปรับโครงสร้างต้นทุนใหม่หมดทุกรายการสินค้าได้แล้วเสร็จ ทำให้คาดว่าการอนุมัติปรับขึ้นราคาขายปลีกสินค้าที่ผู้ประกอบการทำเรื่องขอเข้ามาแล้ว เช่น นมสด เหล็ก น้ำมันถั่วเหลือง และปุ๋ยเคมี อาจเกิดขึ้นหลังจากมาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาสิ้นสุดลงวันที่ วันที่ 31 มี.ค.นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะอนุมัติให้ขึ้นราคาหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม แม้ในสิ้นเดือนมี.ค.นี้จะสิ้นสุดระยะเวลาตรึงราคาสินค้า แต่ได้รับการยืนยันจากผู้บริหารในเครือสหพัฒน์แล้วว่า จะยังไม่ขึ้นราคาขายสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายการไปจนสิ้นไตรมาส 2 หรือสิ้นเดือนมิ.ย.นี้อย่างแน่นอน เพราะไม่ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน ที่สำคัญ แม้สินค้าบางรายจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังสามารถแบกรับภาระต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง จึงทำให้คาดว่า ผู้ผลิตรายใหญ่รายอื่นก็น่าจะสามารถตรึงราคาต่อไปได้อีกเช่นกัน







