posttoday
ในหนังสือ 'เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ'มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช

ในหนังสือ 'เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ'มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช

20 มีนาคม 2554

มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับการทาบทามให้มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มหาอำมาตย์นายก

มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับการทาบทามให้มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มหาอำมาตย์นายก

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับการทาบทามให้มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มหาอำมาตย์นายก

เจ้าพระยายมราช เป็นชาว จ.สุพรรณบุรี เกิดเมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ค. ปีจอ ปี 2405 เป็นบุตรชายคนเล็กของนายกลั่น และนางผึ้ง ครอบครัวคหบดี ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บ้านน้ำตก ริมแม่น้ำปากตะวันออก ใต้ตัวเมืองสุพรรณบุรี

เมื่อวัยเด็กบิดามารดาได้พาไปเรียนหนังสือที่วัดประตูสาร ต.รั้วใหญ่ อ.ท่าพี่เลี้ยง (อ.เมืองสุพรรณบุรี ในปัจจุบัน) จ.สุพรรณบุรี เรียนอยู่ได้ไม่ถึงปีก็มีงานทำบุญในสกุล แล้วได้นิมนต์พระใบฎีกาอ่วม วัดหงส์รัตนาราม จ.ธนบุรี ไปเทศน์ที่วัดประตูสาร บิดามารดาจึงได้ถวายเด็กชายปั้นซึ่งในขณะนั้นอายุเพียง 6 ขวบให้เป็นศิษย์

ต่อมาในปี 2418 จึงบรรพชาเด็กชายปั้นเป็นสามเณรเล่าเรียนวิชาต่อไปอีก 7 พรรษา เมื่อมีอายุได้ 21 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดหงส์รัตนาราม สมเด็จพระวันรัต (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ในปี 2426 เข้าสอบปริยัติธรรม ณ สนามพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

เมื่อครั้งที่เป็นพระภิกษุเรียนปริยัติธรรมกับมหาธรรมปรีชา (บุญ) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นธุระจัดภัตตาหารมาถวายพระเณรที่มาเรียนกับพระยาธรรมปรีชา (บุญ) ทุกวันจนเป็นที่คุ้นเคยกับพระภิกษุปั้น

ต่อมาคืนหนึ่งเวลาค่ำพระมหาปั้นไปหาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่โรงทหารมหาดเล็ก บอกว่าจะมาลาสึก และเมื่อสึกแล้วจะขอถวายตัวอยู่กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วิถีชีวิตของมหาปั้นเริ่มเปลี่ยนไปในทางใหม่อีก หากมหาปั้นยังคงอุปสมบทอยู่บวรพระพุทธศาสนา อย่างมากก็คงเป็นพระราชาคณะเท่านั้น นับเป็นก้าวที่สองที่จังหวะชีวิตได้ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งความเจริญของชีวิตอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย

เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพลาสิกขาแล้ว จึงให้มหาปั้นถวายตัวเป็นมหาดเล็ก เมื่อปี 2426 มีอายุได้ 22 ปี เป็นครูในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ได้เงินเดือน 16 บาท

จากนั้นมหาปั้นได้ถวายการสอนหนังสือแด่พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 4 พระองค์ มีพระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม และพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช

มหาปั้นฉลาดในการสอนไม่เหลาะแหละ ประจบลูกศิษย์ แต่ก็ไม่วางตัวจนเกินไป พระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ทรงยำเกรง โปรดมหาปั้นสนิทสนมทุกพระองค์ ต่อมาพระพุทธเจ้าหลวงโปรดฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เข้าเป็นลูกศิษย์ด้วยอีกพระองค์หนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอไปศึกษาในประเทศยุโรป พระราชวินิจฉัยเห็นว่าพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค์ เพิ่งเรียนหนังสือไทยได้เพียงปีเดียว เกรงว่าจะลืมเสียหมด จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เลือกครูไปยุโรปกับพระเจ้าลูกยาเธอหนึ่งคน ในปี 2429 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเลือก “นายปั้น เปรียญ” ไปสอน โดยพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุนวิจิตรวรสาส์น มีตำแหน่งในกรมอาลักษณ์ (แผนกครู)

เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอเสด็จกลับมากรุงเทพฯ ชั่วคราว ขุนวิจิตรวรสาส์นตามเสด็จกลับมาด้วย ต้นปี 2431 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ 5 เป็นบำเหน็จครั้งแรก ขณะที่กลับมานั้น หม่อมเจ้าหญิงเปลี่ยน โยมอุปัฏฐากสิ้นชีพตักษัยไปแล้ว ยังคงเหลือหม่อมราชวงศ์หญิงเขียน จึงรับไปอยู่ด้วย รับเลี้ยงเป็นอุปัฏฐากสนองคุณให้มีความสุขสบาย เมื่อถึงแก่กรรมก็จัดปลงศพให้ด้วย นับเป็นการแสดงกตเวทิตาคุณแก่ผู้มีพระคุณอันเป็นสิ่งที่ควรสรรเสริญ

ในขณะที่กลับมาเมืองไทย ได้กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขอให้เป็นแม่สื่อไปสู่ขอลูกสาว พระยาชัยวิชิต ซึ่งขณะนั้นเป็นหลวงวิเศษสาลี เมื่อแต่งงานแล้วไปอยู่ยุโรปด้วยกัน เพราะพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค์เสด็จกลับไปศึกษาต่อ

ต่อมาไม่นานได้เป็นผู้ช่วยเลขานุการในสถานทูตลอนดอน และได้เป็นอุปทูตสยาม ณ กรุงลอนดอน เมื่อปี 2436 กลับมาเมืองไทยเป็นข้าหลวงพิเศษ จัดการปกครองจังหวัดสงขลาและพัทลุง เมื่อปี 2439 และในปีนั้นเองได้เป็นสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช

เมื่อครั้งเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ชื่อพระยาสุขุมนัยวินิตนั้นสืบเนื่องมาจากพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชวินิจฉัยว่าท่านเป็นคนที่มีสติปัญญาอย่างสุขุม สามารถทำการได้ด้วยการผูกน้ำใจคน ไม่ชอบใช้อำนาจด้วยอาญา ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น เวลานั้นท่านเป็นเจ้าพระยายมราชแล้ว กราบบังคมทูลขอพระราชทานคำ “สุขุม” เป็นนามสกุล

ปี 2449 พระยาสุขุมนัยวินิต ย้ายเข้ามาเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ในสมัยนั้นมี 3 กรม คือกรมรถไฟ กรมไปรษณีย์โทรเลข กรมโยธา เมื่อพระยาสุขุมนัยวินิตเข้าไปเป็นเสนาบดี ต้องแก้ไขเรื่องยุ่งๆ ของกรมโยธา ขณะนั้นกรมโยธากำลังก่อสร้าง พระราชมณเฑียรในหมู่พระที่นั่งอัมพรสถาน มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงอยู่เสมอ และรับสั่งมาทำตามพระราชประสงค์อยู่เนื่องๆ

พระพุทธเจ้าหลวงทรงหยั่งเห็นคุณอันวิเศษของพระยาสุขุมนัยวินิตยิ่งขึ้น งานใดที่รับสั่งพระยาสุขุมนัยวินิตพยายามทำการนั้นให้สำเร็จดังพระราชประสงค์ จึงเป็นเหตุให้ทรงพอพระทัยใช้สอยเจ้าพระยายมราชตั้งแต่นั้นมา

ในปี 2450 ย้ายจากกระทรวงโยธาธิการมาเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล แต่พระพุทธเจ้าหลวงยังคงให้อำนวยการสร้างพระราชวังดุสิตต่อไปตามเดิม ทั้งโปรดให้โอนกรมสุขาภิบาลซึ่งอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการมาขึ้นกับกระทรวงนครบาลด้วย

พระยาสุขุมนัยวินิต พยายามศึกษาหน้าที่ราชการต่างๆ และได้สมาคมคุ้นเคยกับข้าราชการในกระทรวงนครบาลแล้ว เริ่มดำเนินงานจัดการปกครองท้องที่ โดยใช้วิธีปกครองเมืองต่างๆ ในมณฑลกรุงเทพฯ อย่างเดียวกับหัวเมือง ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย พอดีเกิดเรื่องชาวจีนในกรุงเทพฯ ปิดร้านค้าขาย สอบถามได้ความว่า ไม่มีความเดือดร้อนอันใด เป็นเพียงแต่จีนคนหนึ่งทิ้งใบปลิวให้ปิดร้านจึงจำต้องปิด หมายความถึงถูกบีบคั้นจะไปร้องเรียนก็ไม่ถึง จึงปิดร้านเพื่อให้ทางราชการมาระงับทุกข์ พระยาสุขุมนัยวินิตจึงปรึกษากับกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ตกลงใช้อุบายให้ทหารม้า 2 กองร้อยแยกเป็นหลายแถว เดินแถวผ่านไปตามถนนเจริญกรุงถึงบางรัก ซึ่งมีคนจีนอยู่มากคล้ายกับตรวจตรา ไม่มีใครรู้ว่าทหารม้าจะมาทำอะไร พอรุ่งขึ้นพระยาสุขุมนัยวินิตให้นายพลตระเวนสั่งให้จีนเปิดร้านเหมือนอย่างเดิม ทุกร้านยอมเปิดร้านกันจนหมด

ต่อมาในปี 2451 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุขุมนัยวินิต เป็นที่เจ้าพระยามีสมญาจารึกในหิรัญบัตรว่า เจ้าพระยายมราช ชาตเสนางคนรินทร มหินทราธิบดี ศรีวิชัย ราชมไหสวรรยบริรักษ์ ภูมิพิทักษ์โลกาธิกรณ์ สิงหพาหเทพยมุรธาธร ราชธานีมหาสมุหประธาน สุขุมนัยบริหารเอนกยรวมาคม สรรโพดมสุทธิศุขวัฒนาการ มหานคราภิบาลอรรคมาตยาธิบดี อภันพิริยปรากรมพาหุคชนาม ถือศักดินา 10,000

เจ้าพระยายมราชรับราชการสนองพระเดชพระคุณตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เรื่อยมาถึงรัชกาลที่ 6-7 จนกระทั่งรัชกาลที่ 8 ได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อปี 2477 ร่วมกับพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภากับกรมหมื่นอนุวัติจาตุรนต์ ปี 2478 ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกับพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา และเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน

เกี่ยวกับประวัติชีวิตของ เจ้าพระยายมราช นั้นว่ากันว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ยินได้ฟังจากเครือญาติของเจ้าพระยายมราช ซึ่งเป็นหลวงยกกระบัตรกรมการเมืองสุพรรณบุรีว่า เจ้าพระยายมราช เป็นบุตรคนสุดท้องมิใคร่มีใครเอาใจใส่นำพานัก บิดามารดาจึงใส่กัณฑ์เทศน์ถวายพระเข้ากรุงเทพฯ ก็มิได้คิดว่าเป็นเด็กชายปั้นจะมาเป็นคนดี มีบุญล้ำของเหล่ากอถึงเพียงนี้ ถ้าหากเจ้าพระยายมราชเกิดเป็นลูกหัวปีจะเป็นทายาทของสกุล บิดามารดาจะถนอมเลี้ยงไว้ที่เมืองสุพรรณจนเติบใหญ่ อย่างมากเจ้าพระยายมราชจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน สูงกว่านั้นก็ได้เป็นกรมการ เช่นหลวงเทพสุภาพี่ชาย หรืออย่างดีที่สุดเป็นพระสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณเท่านั้น จะไม่ได้เป็นเจ้าพระยายมราชตลอดชีวิต “ข้อที่ท่านเกิดเป็นลูกคนสุดท้องไม่มีใครหวงแหน” ใส่กัณฑ์เทศน์ “ถวายพระพาเข้ากรุงเทพฯ นั้นควรนักว่าบุญบันดาลให้ท่านเข้าสู่ต้นทางที่จะดำเนินไปจนถึงได้เป็นรัฐบุรุษวิเศษคนหนึ่งในสมัยของท่าน”

เจ้าพระยายมราช รับราชการสนองพระเดช พระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะอันแรงกล้า แม้จะป่วยไข้แต่พอทำงานได้ก็จะทำด้วยความมานะอดทน จนกระทั่งล้มเจ็บอย่างหนักครั้งใหญ่ อันเป็นครั้งสุดท้ายในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลยังประทับอยู่ในพระนคร

วันที่ 30 ธ.ค. 2481 เวลา 15.00 น. เจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ถึงแก่อสัญกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบด้วยความเศร้าสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง โปรดเกล้าฯ ให้คณะผู้สำเร็จราชการเสด็จไปแทนพระองค์ในการพระราชทานน้ำอาบศพ ณ บ้านศาลาแดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลองกุดั่นน้อย ประกอบพร้อมทั้งเครื่องเกียรติยศศพให้ ทางราชการประกาศให้ข้าราชการไว้ทุกข์ทั่วราชอาณาจักร มีกำหนด 15 วัน ให้สถานที่ราชการลดธงกึ่งเสา 3 วัน บรรดาสถานทูตและกงสุลต่างๆ ได้ให้เกียรติลดธงกึ่งเสา 3 วันเช่นกัน และพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2482 ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท