
เลือกตั้ง...ครั้งสำคัญที่สุด
ทุกวันนี้เห็นมีแต่ “พรรคการมัน-พรรคการมึง” เพราะนักการเมืองในแต่ละพรรคเอาแต่เล่นการเมืองอย่างเมามัน หรือไม่ก็แสดงกิริยาหยาบคายขึ้นมึงขึ้นกู จนเอาเป็นแบบอย่างไม่ได้....
ทุกวันนี้เห็นมีแต่ “พรรคการมัน-พรรคการมึง” เพราะนักการเมืองในแต่ละพรรคเอาแต่เล่นการเมืองอย่างเมามัน หรือไม่ก็แสดงกิริยาหยาบคายขึ้นมึงขึ้นกู จนเอาเป็นแบบอย่างไม่ได้....
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
พ.ศ. 2554 ประเทศไทยในปีนี้มีหลายอย่างที่แปลกไปกว่าที่เคยเป็น จู่ๆ กลางเดือน มี.ค. อันร้อนรุ่มก็หนาวยะเยือกขึ้นมาทันที ท่ามกลางการอภิปรายในสภาที่แรกๆ ดูเหมือนจะจืดชืด แต่มาถึงท้ายๆ ก็เผ็ดร้อนจนน่ากลัว
ผลการยกมือโหวตคงจะพอคาดเดาได้ว่า รัฐบาลคงจะกอดคอกันเอาชนะไปตามธรรมเนียม แต่ที่จะส่งผลตามมาก็คือผลต่อการเลือกตั้ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศอย่างแน่ชัดแล้วว่า จะมีขึ้นในกลางปีนี้อย่างแน่นอน
การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่สำคัญที่สุด
ประการแรก จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก็ท้าทายกันถึงเรื่องที่จะนำประเด็นการอภิปรายไปใช้ในการเลือกตั้ง ซึ่งในแต่ละประเด็นล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ที่เด่นๆ ก็เช่น นโยบายเกี่ยวกับราคาพืชผล การช่วยเหลือคนยากคนจน พลังงานเชื้อเพลิง และการเงินการคลัง ที่แต่ละฝ่ายก็มีนโยบายไปคนละด้าน จึงได้ท้าทายกันว่าขอให้เอาไปหาเสียงเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกนโยบายของใคร
ประการที่สอง
จากการอภิปรายอีกเช่นกัน เราได้เห็นภาพความแตกแยกของ สส. จนน่ากลัวว่าในการเลือกตั้งที่จะมาถึงอาจจะมีอันตรายหรือความรุนแรงเกิดขึ้น อันตรายหรือความรุนแรงนี้เป็นผลมาจากความร้าวฉานของกลุ่มการเมือง 2 กลุ่ม ที่มีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ปี 2544 และมาแตกหักกันในปี 2552 อันเนื่องมาจากการแยกประชาชนออกเป็นสีต่างๆ และท่ามกลางระบบราชการและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่เฉื่อยแฉะ เราอาจจะได้เห็น “การเผาบ้านเผาเมือง” ในการเลือกตั้ง อย่างที่ได้เห็นเขาเล่น “เผาสภา” ใน 3-4 วันที่ผ่านมานั้นประการที่สาม การเลือกตั้งครั้งนี้มี “เดิมพัน” สูงยิ่ง ในฟากรัฐบาลก็จะต้องรักษาตำแหน่งความเป็นรัฐบาลนี้ไว้ให้ได้ เพราะถ้าพ่ายแพ้แก่คู่ต่อสู้คือพรรคเพื่อไทยนั้นแล้ว ไม่เพียงแต่เจ็บช้ำที่แพ้เลือกตั้ง แต่จะต้องเจอการเอาคืนหรือการแก้แค้นจากพรรคเพื่อไทยนั้นอย่างแน่นอน ซึ่งมีความน่ากลัวว่าจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เช่นเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยที่ถ้าหากแพ้การเลือกตั้งก็จะหมดอนาคต เพราะไม่สามารถจะทำตามความมุ่งหวังที่จะช่วยนายใหญ่ของพวกตนให้กลับมาครองอำนาจดังเดิมนั้นให้ได้ ซึ่งนายใหญ่นี่เองที่เป็นคนสั่งทุ่มเทที่อาจจะทุ่มเทจนหมดหน้าตัก จนนำมาซึ่งการหมดอนาคตของนายใหญ่นั้นเช่นกัน
ประการที่สี่ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการวัดสติปัญญาของประชาชนคนไทยว่า จะเลือกตั้ง สส.แต่ละคนและพรรคการเมืองแต่ละพรรคด้วยเหตุผลอะไร เท่าที่สังเกตจากการวางหมากเกมอย่างที่เห็นเขาเล่นงานกันในสภาและตามข่าวสารในสื่อต่างๆ ทำให้เชื่อได้ว่าพรรคการเมืองทั้งหลายยังมองคนไทยด้วยสายตาหรือความเชื่อความคิดแบบเดิมๆ นั่นคือเห็นว่าประชาชนยังจงรักภักดีและเชื่อมั่นในแต่ละพรรคนั้นอยู่ ว่ายังรักกันจริงและจะไม่ทิ้งพรรคนั้นๆ อย่างแน่นอน จึงไม่สนใจที่ว่าใครอื่นจะคิดอย่างไร จึงได้พยายาม “โชว์ออฟ” บ้าๆ บอๆ เพื่อให้ถูกใจ “แฟนคลับ” ของตนเท่านั้นก็พอ
เรื่องนี้ก็จะเป็นการวัดสติปัญญาของพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ต้องระวังไว้ด้วยว่าในหลายปีที่ผ่านมานี้ แฟนคลับดังกล่าวยังมั่นคงกับตนอยู่จริงหรือ รวมทั้งอย่าลืม “ฝ่ายกลางๆ” ที่ไม่เอาทั้งสองฝ่ายนี้เพราะเขาเบื่อ “การเมืองเลวๆ” อย่างที่กำลังเป็นอยู่และกำลังเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเขาอาจจะไปลงคะแนนในช่อง “ไม่เลือกใคร” อย่างการเลือกตั้งเมื่อ 2 เม.ย. 2549 นั้นอีก ที่คงจะเป็นการ “ตบหน้า” พรรคโง่ๆ เหล่านี้ได้อย่างสะใจ
ประการสุดท้าย การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น “ตัวชี้วัด” ถึงพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยว่าเดินไปถึงไหนแล้ว นอกเหนือจากคุณภาพของคนใน 2 ส่วนจากข้อข้างต้น คือประชาชนและนักการเมือง ก็ยังจะต้องดูถึงความสามารถของกลไกต่างๆ ในการสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ที่น่าจับตา มองมากที่สุดก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ผู้ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส (ข้อความเหล่านี้มาจากวิสัยทัศน์ที่ กกต.ประกาศไว้นั่นแหละ) รวมทั้งความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่จะเข้ามาทำหน้าที่รักษาระบอบประชาธิปไตยร่วมกัน แทนที่รัฐบาลและระบบรัฐสภาที่อ่อนปวกเปียกและไม่เป็นโล้เป็นพาย
พูดถึง กกต. หลายคนคงจะผิดหวังพอๆ กับสังเวชใจที่ได้เห็น “เทพารักษ์แห่งการเลือกตั้ง” ทำหน้าที่ไม่คุ้มค่าราคาที่ประชาชนคาดหวัง จากที่เคยเข้มแข็งมาใน กกต.ชุดแรก แต่พอมาเจอการวิพากษ์วิจารณ์ของนักการเมืองเข้า (บ้างก็ว่าถูกอะไรบางอย่างนวดเอาจนอ่อน) ก็ยอมลดระดับความศักดิ์สิทธิ์ของตนเองลงมา ระบบการให้ใบเหลืองใบแดงจึงกลายเป็นกระบวนการอันคลุมเครือ ถึงขนาดหลายคนเชื่อว่า “เป่าได้” คือใช้สิ่งของที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่ากฎหมาย เป่าให้ขวานเพชรกลายเป็นขวานขี้สนิมได้
ยิ่ง กกต.ในยุคหลังได้พยายามสร้างอาณาจักรขยายเป็นระบบราชการไปทั่วประเทศ ก็ยิ่งทำให้ระบบการควบคุมการเลือกตั้งที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ควรจะเป็นเรื่องของความน่าเกรงขามหรือ “ยิงเป้า” เอาผิดบรรดาคนที่ทุจริตในการเลือกตั้ง กลายเป็นระบบ “กุมเป้า” หรืออ่อนน้อมสวามิภักดิ์ต่อผู้มีอำนาจ อย่างที่ผู้เขียนเคยได้เห็น กกต.จังหวัดบางจังหวัดต้องมา “กุมเป้า” คอยต้อนรับและเดินตามท่าน กกต.ผู้ใหญ่เวลาที่ท่านไปตรวจงาน
ส่วนในภาคประชาชน ก็เป็นผลมาจากสังคมไทยที่มีความแตกแยกร้าวฉาน จึงยังคงน่าวิตกว่าจะพึ่งอะไรกับใครไม่ได้ ทั้งยังน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีกว่า หลังการเลือกตั้งเราอาจจะได้เห็นรอยแยกในสังคมไทยนี้ฉีกขาดกว้างยาวขยายออกไปอีก ซึ่งก็เป็นไปเพราะนักการเมืองที่เป็นผู้นำในการสร้างความแตกร้าว แบ่งเป็น “พวกกู-ของกู” รบกันในการเลือกตั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย
วันหนึ่งผู้เขียนเปิดเว็บเข้าไปอ่านกระดานสนทนา พบหน้าเว็บแห่งหนึ่งที่วัยรุ่นเขาคุยกันเกี่ยวกับพรรคการเมือง ข้อความตอนหนึ่งเขาคุยกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มี “พรรคการเมือง” ในประเทศไทยอีกแล้ว เพราะพรรคการเมืองต้องทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง หรือสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญ
ทุกวันนี้เห็นมีแต่ “พรรคการมัน-พรรคการมึง” เพราะนักการเมืองในแต่ละพรรคเอาแต่เล่นการเมืองอย่างเมามัน หรือไม่ก็แสดงกิริยาหยาบคายขึ้นมึงขึ้นกู จนเอาเป็นแบบอย่างไม่ได้
แล้วตบท้ายอย่างคนซอยสวนพลูว่า “กูจะไม่เลือกมึง”







