posttoday
ภาคการผลิตสะดุดฉุดอนาคตญี่ปุ่นฟื้น

ภาคการผลิตสะดุดฉุดอนาคตญี่ปุ่นฟื้น

18 มีนาคม 2554

หากจะประเมินผลกระทบของภัยพิบัติแผ่นดินไหวสึนามิและวิกฤตนิวเคลียร์รั่วไหล คงยากที่จะระบุเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนได้  

หากจะประเมินผลกระทบของภัยพิบัติแผ่นดินไหวสึนามิและวิกฤตนิวเคลียร์รั่วไหล คงยากที่จะระบุเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนได้  

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หากจะประเมินผลกระทบของภัยพิบัติแผ่นดินไหวสึนามิและวิกฤตนิวเคลียร์รั่วไหล คงยากที่จะระบุเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนได้ แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายอยู่บ้าง ทั้งจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และนักวิเคราะห์ภาคธุรกิจ

ภาคการผลิตสะดุดฉุดอนาคตญี่ปุ่นฟื้น

ฝ่าย มาซาอากิ ชิราคาวา ผู้ว่าการบีโอเจ ยังไม่กล้าให้ตัวเลขที่ชัดเจน เพียงแต่กล่าวว่าภาวะขาดแคลนกระแสไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ “ในระดับที่ไม่น้อยอย่างแน่นอน”

ขณะที่การวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์สประมาณการความเสียหายไว้ที่ราว 5 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขความเสียหายเมื่อครั้งแผ่นดินไหวโกเบ เมื่อปี 2538 ที่ราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อย่างที่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เทียบไม่ติด

แต่วิกฤตครั้งนี้ยังไม่คลี่คลายลง อีกทั้งยังไร้วี่แววจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้ การประเมินของทั้งสองฝ่ายข้างต้นมีขึ้นเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ซึ่งเป็นวันแรกๆ ที่เกิดวิกฤตนิวเคลียร์ แต่ทุกฝ่ายยังคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะบานปลายร้ายแรงถึงเพียงนี้

ระดับความเสียย่อมมากกว่าที่ประเมินไว้ในขั้นต้นอย่างแน่นอน

ไม่เฉพาะแต่ตลาดหุ้นเท่านั้นที่อาการยังลูกผีลูกคน จนบีโอเจต้องคอยอัดฉีดทุนไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งต่อวัน (เมื่อวันที่ 17 มี.ค รวม 6 ล้านล้านเยน) แต่บัดนี้หายนะยังคืบคลานเข้าไปถึงภาคการผลิตและภาคการบริโภคอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของภาคการบริโภค แม้จะมีภาพของความโกลาหลที่ประชาชนทั่วประเทศ แห่กันจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อกักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็น จนสินค้าขาดตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่ากระแสซื้ออย่างมโหฬารจะช่วยฉุดรั้งญี่ปุ่นให้รอดพ้นจากภาวะเงินฝืดไปได้

เพราะขณะนี้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต้องเผชิญกับการทดสอบที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่ง จากวิกฤตการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี ที่อาจปนเปื้อนกระบวนการผลิตอาหารในภาคการเกษตร ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกลุกลามไปถึงประเทศอื่นๆ จนเกิดกระแสไม่ไปใช้บริการร้านอาหาร หรือซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น

แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาทำนองนี้ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะอาหารส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และส่งออกในปริมาณที่น้อยมาก ดังจะเห็นได้ว่าปริมาณการส่งออกอาหารสดจากญี่ปุ่นไปยังสหภาพยุโรป (EU) อยู่ที่เพียง 9,000 ตันเท่านั้น นอกจากนี้อาหารสดจากญี่ปุ่นที่ผลิตในฤดูหนาวต่อฤดูใบไม้ผลิ ทำการเพาะปลูกขึ้นในเรือนกระจกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อป้องกันสภาพรุนแรง ทำให้การปนเปื้อนยิ่งอยู่ในระดับต่ำลงไปอีก

ทว่าหากถึงที่สุดแล้วผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นกังวลกับการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีจนกลายเป็นความตื่นกลัว กระแสการกักตุนอาหารอาจหักมุมในฉับพลัน ยิ่งตอกย้ำภาวะเงินฝืดให้สาหัสยิ่งขึ้น มิหนำซ้ำอาจกระตุ้นให้ภาคการนำเข้ายิ่งทำตัวเลขสูงขึ้น

ตัวเลขดุลการค้าล่าสุดช่วงเดือน ม.ค. ของญี่ปุ่นที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ปรากฏว่าขาดดุลถึง 47.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 2 ปี แต่หากความกังวลกระตุ้นการนำเข้าอาหารจากภายนอก ตัวเลขจะยิ่งพอกพูนขึ้น

ปัญหาข้างต้นนับว่าใหญ่แล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าอยู่ที่ภาคการผลิต หัวใจที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

เมื่อเดือน ก.พ. รัฐบาลญี่ปุ่นรายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตช่วงเดือน ก.พ. ปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน โดยอยู่ที่ 52.9 จุด จากตัวเลขช่วงเดือน ม.ค. ที่ 51.4 จุด

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. หรือเพียง 2 วันก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ มีการประกาศยอดสั่งซื้อเครื่องจักรกลสำหรับภาคอุตสาหกรรมช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งปรับขึ้นมาเหนือความคาดหมายที่ 4.2%

หลังเผชิญหายนภัยทั้งหลายทั้งปวง อุตสาหกรรมหลักของญี่ปุ่นประกาศระงับการผลิตในทันที ทั้งธุรกิจยานยนต์และธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

ในส่วนของธุรกิจยานยนต์ โตโยต้าประกาศระงับการผลิตในโรงงานหลัก 12 แห่งทั่วญี่ปุ่น ยังผลให้กำลังการผลิตรถยนต์ลดลงถึง 9.5 หมื่นค้น ฮอนด้าระงับการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นทั้งหมดอย่างน้อยจนถึงวันที่ 20 มี.ค.นี้ ทั้งนี้กำลังการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนการผลิตทั้งหมดของฮอนด้าถึง 24% เช่นเดียวกับนิสสันที่ระงับการผลิตของโรงงานในญี่ปุ่น 3 แห่ง ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการผลิตในญี่ปุ่นทั้งหมด 23%

บริษัท โกลด์แมน แซคส์ ได้ทำการประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินของบริษัทยานยนต์รายต่างๆ คาดว่าโตโยต้าจะสูญเงินไปกว่า 6,000 ล้านเยน หากหยุดการผลิตไป 1 วัน และฮอนด้ากับนิสสัน จะสูญเสียรายได้ไปรายละ 2,000 ล้านเยน

แต่ผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมย่อมมีมากกว่ารายได้เข้าบริษัท เมื่อพิจารณาจากปริมาณการส่งออกของธุรกิจยานยนต์ ที่เพิ่มขึ้นถึง 41% ช่วงเดือน ม.ค.

เช่นเดียวกันธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงไม่แพ้กัน ขณะนี้หลายบริษัทต้องปิดโรงงานลง ซึ่งแม้จะส่งผลให้ราคาหุ้นของบางบริษัทถีบตัวสูงขึ้น เพราะการปิดโรงงานกระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องการส่งออกเทคโนโลยี แต่ผลกระทบระยะยาวต่อรายได้เข้าบริษัทนั้นใหญ่หลวงยิ่งกว่า

ไล่มาตั้งแต่โซนี่ที่ยังปิดโรงงานไป 7 แห่ง และยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเริ่มกระบวนการผลิตได้อีกครั้งเมื่อใด ส่วนโตชิบายังต้องปิดโรงงานในจังหวัดอิวาเตะ สถานที่เกิดเหตุภัยพิบัติ รวมถึงโรงงานผลิตจอ LCD ที่ได้รับความเสียหาย ส่วนบริษัท แคนนอน ยังปิดโรงงานตลอดสัปดาห์นี้ เช่นเดียวกับนิคอนที่เปิดเผยว่า ต้องปิดโรงงานลง 4 แห่ง และยังไม่มีกำหนดการเปิดเพื่อทำการผลิตอีกครั้ง

บริษัทที่ระงับการผลิตดังที่รายงานไป ล้วนแต่เป็นบริษัทชั้นนำของโลก ยังไม่รวมบริษัทระดับรองลงมา หรือบริษัทระดับท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบในระดับไม่แตกต่างกัน

ภาวการณ์เช่นนี้คาดเดาได้ไม่ยากว่า ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะซบเซาอย่างแน่นอน และหมายความว่าการฟื้นตัวของญี่ปุ่นที่เคยคาดหวังกันไว้ว่าจะเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง อาจเป็นความคาดหวังที่สูงเกินไปเสียแล้ว

หลายคนอาจตั้งความหวังไว้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า จะคึกคักอย่างยิ่งในช่วงหลังภัยพิบัติ จากความต้องการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายขึ้นมาใหม่ ทว่ายังไม่มีนักวิเคราะห์จากธุรกิจใดกล้าประเมินเรื่องนี้อย่างเปิดเผย เนื่องจากเกรงว่าจะถูกมองเป็นการฉวยโอกาสทางธุรกิจ ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังประสบกับโศกนาฏกรรม

นอกจากนี้ การที่วิกฤตนิวเคลียร์ส่อเค้ารุนแรงยิ่งขึ้น ยังกระทบต่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรง จากเดิมที่ภาคนี้ซบเซายืดเยื้อมานาน การที่จะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จะเพ่งเล็งไปที่โครงการฟื้นฟูเพียงประการเดียวไม่ได้ เพราะพลังการลงทุนในด้านนี้จำเป็นต้องมาจากโครงการก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างอาคารสำนักงานจากการลงทุนโดยต่างชาติ จึงไม่น่าประหลาดใจที่หุ้นของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นจะทิ้งตัวลงถึง 20% นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว

โดยสรุปก็คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจเป็นแรงหนุนให้กับภาคอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจได้เลย

ทั้งนี้ มีความคาดหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวรวดเร็วของภาคการผลิตดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับแผ่นดินไหวที่โกเบ เมื่อปี 2538 ซึ่งครั้งนั้นภาคการผลิตชะลอตัวในเดือน ม.ค. หรือเดือนเกิดเหตุ แต่ในเดือน ก.พ. ปรับบวก 2.2% และบวก 1% ในเดือน มี.ค.ปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แผ่นดินไหวที่โกเบและแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด มีเงื่อนไขต่อเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี ซึ่งอาจแพร่เข้าไปถึงกรุงโตเกียว ศูนย์กลางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ที่โกเบเทียบไม่ติด

ในปี 2554 เป็นปีที่ 20 ของการล้มละลายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น จนส่งผลสะเทือนไปทั่วทุกมิติทางเศรษฐกิจ และยังผลให้ว่าที่มหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกต้องติดอยู่ในอันดับ 2 จนกระทั่งถดถอยเหลือเพียงอันดับที่ 3 ในที่สุดภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่เข้าถล่มเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในวันนี้กำลังก่อตัวเป็นภัยคุกคามใหม่ ในห้วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังบอบช้ำในทุกด้าน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท