
ปฏิบัติการอัดทุน 15 ล้านล. BOJ เร่งกู้ภัยศก.ญี่ปุ่น
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นวิกฤตนิวเคลียร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นวิกฤตนิวเคลียร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นวิกฤตนิวเคลียร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทุ่มกำลังสมองในการวางมาตรการและกำลังเงินในการพยุงตลาดทุนที่กำลังโกลาหลและสิ้นหวังไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. BOJ อัดฉีดเงินหนุนระบบเศรษฐกิจเป็นประวัติการณ์ถึง 15 ล้านล้านเยน พร้อมทั้งขยายมาตรการซื้อหลักทรัพย์เป็นเงินอีกถึง 10 ล้านล้านเยน หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากจำนวนเงินเดิม และเป็นสัดส่วน 1 ใน 10ของเงินที่สหรัฐใช้ซื้อหลักทรัพย์เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดในระยะสั้น
ผลปรากฏว่า ตลาดหุ้นมีปฏิกิริยาตอบรับในด้านบวกในคราแรก ก่อนที่จะดิ่งเหวอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามจุดประสงค์ของ BOJ อย่างยิ่งที่หวังผลในระยะสั้น
วันถัดมา (วันที่ 15 มี.ค.) BOJ อัดฉีดเงินอีก 8 ล้านล้านเยน หวังที่จะกอบกู้สถานการณ์ที่เริ่มควบคุมไม่ได้มากขึ้นทุกขณะ
แต่แล้วตลาดหุ้นยิ่งปฏิเสธ “ยาแรง” ยังผลให้ดัชนีนิกเกอิดิ่งเหวถึง 1,015.34 จุด หรือ 10.55% ปิดที่ 8,605.15 จุด ยิ่งถอยห่างจากระดับ 1 หมื่นจุดมากขึ้นทุกที
ผลในระยะสั้นที่คาดหวังนั้นมิได้หมายถึงช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียวดังที่เกิดขึ้น แต่ควรเป็นระยะสั้นๆ พอที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะนิ่งกับเหตุการณ์ทั้งที่ประเดประดังเข้ามา เพราะโดยฐานะทางการเงินและหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว ญี่ปุ่นไม่อาจใช้เงินพยุงเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างหนักมือเท่าสหรัฐ
แท้จริงแล้ว วิธีการทุ่มเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ให้ผลระยะสั้นเท่านั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความสำเร็จเพียงน้อยนิดของมาตรการพยุงเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ทุ่มเงินถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไปกับการซื้อหลักทรัพย์เช่นกัน ผลปรากฏว่า ถึงขณะนี้เงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐได้แห้งเหือดลงแล้ว แต่เศรษฐกิจสหรัฐกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย หนทางต่อไป คือปล่อยให้เศรษฐกิจโตเอง (และภาวนาด้วยใจระทึก) กับทุ่มเงินก้อนมหาศาลอีกครั้ง (ซึ่งยิ่งจะทำให้สหรัฐติดกับหนี้สินมหาศาล)
แต่ BOJ มีทางเลือกไม่มากนัก หรืออาจเรียกได้ว่าแทบไม่มีเลย แม้ว่าการทุ่มเงินถึง 15 ล้านล้านเยน จะช่วยพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง แต่เงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอสำหรับการพยุงความเชื่อด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่อาจพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ตื่นตระหนกกับภัยทางธรรมชาติและนิวเคลียร์
ภัยพิบัติทั้งสองไม่อาจหยุดยั้งได้ด้วยเม็ดเงินฉันใด เงินก็ไม่อาจยื้อความตายได้ฉันนั้น
นักวิเคราะห์บางรายย้ำว่า ความโกลาหลในตลาดทุนจะไม่ยุติลง จนกว่า BOJ จะใช้มาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม BOJ มิได้มีหน้าที่โดยตรงในการปลอบประโลมความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่หวาดเกรงภัยกัมมันตรังสี
เพราะหน้าที่นั้นเป็นของรัฐบาลญี่ปุ่นโดยตรง ซึ่งขณะนี้เห็นชัดแล้วว่า ทั้งรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง และบริษัท TEPCO ผู้ให้บริการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดระเบิดไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมสถานการณ์ เฉพาะ TEPCO ปรากฏว่า ราคาหุ้นดิ่งลงถึง 24.67% ส่วนรัฐบาลนายกฯ คัง ถูกโขกสับจากสื่อมวลชนแบบรายวัน
หากรัฐบาลไม่อาจคุมภัยพิบัติได้ ก็ป่วยการที่ BOJ จะควบคุมความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้การอัดทุนจะถือเป็นมาตรการปกติที่จำต้องใช้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความเคลื่อนไหวไม่อยู่กับร่องกับรอยก็ตาม
ย้อนกลับไปครั้งเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองโกเบเมื่อปี 2538 ผลกระทบทางเศรษฐกิจนับว่ารุนแรงกว่ามาก เนื่องจากโกเบเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่คับคั่งที่สุดในโลก หลังจากเกิดแผ่นดินไหวได้เพียงวันเดียว ดัชนีนิกเกอิจึงดิ่งลงมากกว่า 1,000 จุด นับเป็นการตอบรับกับความเสียหายย่อยยับของศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศได้อย่างสมเหตุสมผล เพราะหลังจากนั้นปรากฏว่า แผ่นดินไหวโกเบยังผลให้ GDP ของญี่ปุ่นอันตรธานไปถึง 2.5%
แผ่นดินไหวที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น หรือแถบโตโฮกุ มิได้สร้างความเสียหายต่อศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะพื้นที่แถบนี้มีสัดส่วนใน GDP เพียง 7.8% เทียบกับโกเบในขณะนั้นที่ 12.4% การประเมินความเสียหายในชั้นต้นต่อ GDP และตลาดทุน จึงอาจน้อยกว่าแผ่นดินไหวโกเบ อีกทั้งตลาดหุ้นฟิวเจอร์ยังดิ่งลงเพียง 2% เท่านั้นในช่วงวันแรก
อย่างไรก็ตาม การประเมินในชั้นต้นมิได้รวมเอาความเสี่ยงจากวิกฤตนิวเคลียร์เอาไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่กรุงโตเกียว หนึ่งในเมืองหลวงทางการเงินของโลก จะปกคลุมไปด้วยกัมมันตรังสี
ชาวต่างชาติที่เริ่มเผ่นหนีออกจากโตเกียว หรือแม้กระทั่งชาวญี่ปุ่นเอง เป็นภาพสะท้อนได้ดีถึงภยันตรายที่กำลังคุกคามหัวใจเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนในรอบ 140 หลังจากที่โตเกียวพังพินาศลงด้วยฤทธิ์แผ่นดินไหวใหญ่ทั่วแถบคันโต
ดัชนีนิกเกอิที่ดิ่งลงมากกว่า 1,000 จุด เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า บัดนี้แผ่นดินไหวโตโฮกุจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศได้เทียบเท่าหรือมากกว่าแผ่นดินไหวที่โกเบ
ย้ำอีกครั้งว่า ความเชื่อมั่นจะกลับมาต่อเมื่อโตเกียวปลอดภัย 100% และความปลอดภัยนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมวิกฤตนิวเคลียร์มิให้บานปลายจนกลายเป็นวิกฤตเชอร์โนบิลแห่งที่ 2 ดังที่หลายคนหวาดเกรงกัน
แต่เกรงว่าบัดนี้ญี่ปุ่นเข้าใกล้หายนะในระดับเดียวกับเชอร์โนบิลเข้าไปทุกที
กระนั้นก็ตาม ใช่ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะถึงทางตันไปเสียทีเดียว
หน่วยข้อมูลของนิตยสาร The Economist หรือหน่วย EIU คาดว่าผลกระทบระยะสั้นจากแผ่นดินไหวที่โตโฮกุจะเฉือนอัตราการขยายตัวไป 0.2% ในปีนี้ แต่ในปี 2545 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% จากความคึกคักของโครงการก่อสร้างครั้งมโหฬาร เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย
เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของตลาดทุนหลังเหตุแผ่นดินไหวที่โกเบ จะพบว่าตลาดหุ้นจะดิ่งลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี จากเดือน ม.ค. 2538 ที่เกิดเหตุถึงช่วงกลางปีในเดือน มิ.ย. ดัชนีนิกเกอิหล่นลงถึง 24.4% และกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดแผ่นดินไหวเมื่อย่างเข้ากลางเดือน ธ.ค. ปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นจะทรงๆ ทรุดๆ แต่เศรษฐกิจโดยรวมกลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ในช่วง 18 เดือนหลังแผ่นดินไหว ภาคการผลิตของโกเบเติบโตในอัตรา 98% ของอัตราเดิม และภายในเวลา 1 ปี ภาคส่งออกเติบโตในอัตรา 85% ของอัตราเดิม ส่วน GDP ของประเทศปรับลงเล็กน้อย เนื่องจากแรงหนุนโดยโครงการฟื้นฟูเมืองจากแหล่งทุนทั่วสารทิศ
จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นปรับลดลง 15% นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวที่โตโฮกุเมื่อวันที่ 11 มี.ค. แต่เงินเยนกลับแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นในต่างแดนย้ายทุนกลับประเทศ เพื่อเตรียมฟื้นฟูครั้งใหญ่
ลักษณะเช่นนี้ ถึงไม่ใกล้เคียงกับประสบการณ์ของจีนหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มณฑลเสฉวน ซึ่ง GDP ของจีนพุ่งขึ้นมาถึง 14.2% แต่ก็นับว่าอยู่ในทิศทางเดียวกัน
แม้การอัดฉีดทุนในชั้นต้นจะไม่ได้ผล แต่นักลงทุนยังเร่งเร้าให้ BOJ ใช้มาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง อย่าได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เพราะถึงจะช่วยตลาดหุ้นไม่ได้ในระยะสั้น แต่อย่างน้อยเศรษฐกิจยังต้องการแรงหนุนนำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่ออัดฉีดทุนในระยะยาวให้กับการฟื้นฟูประเทศที่บอบช้ำ
และถึงแม้รัฐบาลจะจวนเจียนสิ้นความสามารถในการรับมือภัยนิวเคลียร์ แต่แบงก์ชาติญี่ปุ่นควรจะเป็นรายสุดท้ายที่สิ้นหวังกับการประคับประคองตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศ







