
ซามูไร ถอยทัพลงทุนไทยชะงัก
สึนามิและวิกฤตแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดวงของปัญหาเฉพาะที่อีกต่อไป หากแต่ได้แพร่พิษขยายฤทธิ์ออกไปกระทบกับคนทั่วโลก
สึนามิและวิกฤตแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดวงของปัญหาเฉพาะที่อีกต่อไป หากแต่ได้แพร่พิษขยายฤทธิ์ออกไปกระทบกับคนทั่วโลก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สึนามิและวิกฤตแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดวงของปัญหาเฉพาะที่อีกต่อไป หากแต่ได้แพร่พิษขยายฤทธิ์ออกไปกระทบกับคนทั่วโลก
5 วันผ่านมาราคาทรัพย์สินและหุ้นทั่วโลกสะท้านสะเทือนทรุดตัวตามรอยเลื่อนของแผ่นดินไหวไปทั่ว
เฉพาะ 15 มี.ค. การซื้อขายของดัชนีคอมโพสิตในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง 47.31 จุด หรือ 2.4% ไปปิดที่ 1,923.92 จุด อันเป็นผลมาจากบรรดานักลงทุนต่างพากันหวั่นวิตกว่าเหตุระเบิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นอาจจะทำให้กัมมันตรังสีรั่วไหล
ดัชนีเอสแอนด์พี/เอเอสเอกซ์ ของออสเตรเลีย ในนครซิดนีย์ ปรับตัวลดลงถึง 100.20 จุด คิดเป็น 2.17% ไปปิดที่ 4,609.90 จุด ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงสุดในรอบ 9 เดือน
ดัชนีสเตรตไทม์ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 2,951.07 จุด ปรับลดลง 79.79 จุด คิดเป็น 2.88%
ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดที่ระดับ 1,003.10 จุด ลดลง 19.79 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 37,651 ล้านบาท
ดัชนีเวทเต็ดไต้หวัน ปิดที่ระดับ 8,234.78 จุด ลดลง 285.24 จุด
ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 22,678.25 จุด ลดลง 667.63 จุด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดลบ 51.24 จุด หรือ 0.43% แตะที่ 11,993.16 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดลบ 7.89 จุด หรือ 0.60% แตะที่ 1,296.39 จุด และดัชนีแนสแด็ก ร่วงลง 14.64 จุด หรือ 0.54% ปิดที่ 2,700.97 จุด ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 2 ต่อ 1
ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดที่ 8,605.15 จุด ลดลง 1,015.34 จุด
ภัยพิบัติในครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ล่าสุดธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอจี) ประกาศอัดฉีดเงินเพิ่มอีก 5 ล้านล้านเยน หรือราว 6.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้การอัดฉีดเงินพยุงเศรษฐกิจในรอบนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว
ไม่เฉพาะหุ้นเท่านั้นที่กระเทือน เหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตไปทั่วโลก โดยเฉพาะซัพพลายเชนในตลาดโลก เนื่องจากญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เซมิคอนดัคเตอร์และวัตถุดิบต่างๆ เมื่อระบบการขนส่งได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว กลุ่มผู้ผลิตในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบจากภาวะอุปทานขาดแคลนในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT นั้น พบว่าราคาสัญญาธัญพืชดีดตัวเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ซื้อธัญพืชรายใหญ่ของสหรัฐ อาจนำเข้าธัญพืชเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเผชิญอุปสรรคในการฟื้นฟูประเทศที่ได้รับความเสียหาย
สัญญาข้าวโพดส่งมอบในเดือน พ.ค. ปิดที่ 6.66 เหรียญสหรัฐต่อบุชเชล เพิ่มขึ้น 1.75 เซนต์ หรือ 0.3% ส่วนสัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือน พ.ค. ดีดตัว 2 เซนต์ หรือ 0.3% สัญญาถั่วเหลืองส่งมอบในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 5.5 เซนต์ หรือ 0.4%
ราคายางที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าโตเกียว (TOCOM) ร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน และดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือน เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้สร้างความเสียหายต่อโรงงานผลิตรถยนต์
สัญญายางเดือน ส.ค. ดิ่งลง 13% แตะที่ 335 เยนต่อกิโลกรัม (4,097 เหรียญสหรัฐต่อตัน) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 2553
แค่ 5 วันที่ผ่านมา ราคายาง TOCOM ร่วงลงไปแล้วกว่า 32% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ระดับ 528.4 เยน หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ราคายางไทยร่วงลงมาเหลือกิโลกรัมละ 80 บาทแล้ว เพราะวิตกกังวลว่าบริษัทผลิตรถยนต์ต้องระงับการผลิต
ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของเอเชีย อาจจะต้องเผชิญปัญหากับวิกฤตราคายาง
ขนาดที่นายชิโอริ ฮาชิโมโตะ โฆษกบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คาดว่า โตโยต้าอาจจะต้องสูญเสียการผลิตรถยนต์มากถึง 4 หมื่นคัน เนื่องจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้กำไรของโตโยต้าหายไปวันละ 6,000 ล้านเยน (72 ล้านเหรียญสหรัฐ)
โกลด์แมน แซคส์ คาดว่า นิสสัน มอเตอร์ และฮอนด้า มอเตอร์ อาจขาดทุนรายละ 2,000 ล้านเยนต่อวัน
นี่คือความสะเทือนของวิกฤตแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่ญี่ปุ่น แต่ได้สะท้านกันทั่วโลก
สำหรับเมืองไทยนั้นแม้ว่ากระทรวงการคลังจะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวเล็กน้อยลดลงแค่ 0.2% เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
มีการประเมินว่า กลุ่มภาคการส่งออก ทั้งรถยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รวมถึงไก่แปรรูป และการท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น จะกระเทือนหนัก โดยอาจหดตัวถึง 7.2% ของยอดการส่งออกทั้งหมด
ฟังเผินๆ อาจดูเล็กน้อย แต่หากพิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดอาจจะต้องเจอบาดแผลลึกไม่น้อย
เฉพาะการส่งออกนั้นถ้ากระเทือน 7.2% หมายถึงว่ายอดการส่งออกของไทยที่เคยสูงถึงปีละ 1.95 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 6.2 ล้านล้านบาท จะหดตัวลงทันที 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เม็ดเงินจะหายไปเท่าไหร่ก็เอา 30 บาท ไปคูณ
ถ้าเศรษฐกิจไทยทั้งระบบมีอยู่ 1012 ล้านล้านบาท ฤทธิ์เดชจากแผ่นดินไหวญี่ปุ่นกระทบไทย 0.2% ก็เท่ากับว่าเงินจากญี่ปุ่นหายวับไป22.4 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนต่อประเทศไทยจากกรณีภัยพิบัติในญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เชื่อมือได้ว่า ในช่วงแรกบรรดาผู้ผลิตสินค้าไทยจำพวกกลุ่มยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จะเจอดีแน่
และต้องวาดหวังไว้ว่าในระยะปานกลางนักลงทุนญี่ปุ่นที่ถูกผลกระทบจากภัยสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีต้นทุนถูกและใกล้แหล่งผลิต
ขณะเดียวกันก็หวังว่า การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อาหารสดแห้ง ผัก ผลไม้ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็ก อะลูมิเนียม พลาสติก เครื่องจักรกล ลิฟต์ บันไดเลื่อน ที่บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตจะขยายตัวตามการฟื้นฟูประเทศ
ถ้าเป็นไปตามนี้เศรษฐกิจไทยคงไม่กระเทือนมากนัก
แต่ที่จะเจอดีแน่ๆ คือ เม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้เป็นต้นไปจะหดหายจำนวนที่มากกว่าปกติแน่
เพราะในเดือน มี.ค. ทุกปีเป็นเทศกาลปิดบัญชีของบริษัทของญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทยอยู่กว่า 7,5008,000 ราย
บริษัทญี่ปุ่นก็จะขนเงินกำไรและเงินหมุนเวียนในบริษัทกลับประเทศในโพ้นทะเลแบบผิดปกติและมากกว่า 45 หมื่นล้านบาทเป็นที่แน่นอน
ถ้าใครไม่เชื่อ ก็โปรดตรวจสอบจำนวนเงินฝากและสินเชื่อของธนาคารสัญชาติญี่ปุ่นที่มีอยู่กว่า 89 ราย ได้ว่าลดลงมากแค่ไหน
ไม่แน่ว่าจะเกิดมหกรรมการขายทรัพย์สินที่ญี่ปุ่นถือครองไว้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะที่มีสภาพคล่องสูง ทั้งเงินฝาก หุ้น ตราสารหนี้ หุ้นกู้ ตั๋วบี/อี และพันธบัตร เพื่อขนเงินกลับบ้านในยามที่ประเทศต้องระดมสรรพกำลังมาสร้างบ้านแปงเมืองกันใหม่
หนักหนากว่านั้นคือการขายทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และชะลอการลงทุนเพื่อขนเงินไปฟูมฟักคนในบ้านที่กำลังอ่อนแอก่อน
และที่ต้องจับตามองคือ ปริมาณเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของคนญี่ปุ่น ที่นำเงินเข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันมาหลายสิบปีละ โดยปี 2552 มีมูลค่าสูงถึง 9.3 หมื่นล้านบาท ปี 2553 ลดลงเหลือ 3.35 หมื่นล้านบาท จะหดตัวลงมามากน้อยแค่ไหน
ถ้าปริมาณเงินลงทุนโดยตรงในการสร้างโรงงาน ขยายกิจการของบรรดานักรบซามูไรลดลงเมื่อใด เศรษฐกิจของไทยชะงักงันและเงียบหงอยแน่
เพราะตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาการลงทุนของไทยขยายตัวแทบจะนิ่งแค่ 1.53.0% ต่ำสุดในเอเชีย หัวรถจักรการลงทุนจึงแทบจะคลานเป็นเต่า
จะไปพึ่งผู้ขนเงินมาลงทุนในเมืองไทยอันดับสองคือสหรัฐอเมริกา กับสหภาพยุโรป 15 ประเทศ ก็มียอดเงินลงทุนโดยตรงที่ก่อให้เกิดการสั่งซื้อวัตถุดิบ การจ้างงาน แตกต่างกันลิบลับแบบไม่เห็นฝุ่น
ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ผู้ประกอบการไทย สถาบันการเงิน รวมถึงบรรดานักลงทุนในตลาดหุ้นพึงระมัดระวังและตั้งการ์ดรับมือไว้ให้ดี
เพราะสปิริตของบรรดานักรบซามูไรในเรื่องของความสามัคคีเพื่อประเทศชาตินั้นสูงส่งกว่าไทยมากมาย
การยอมตัดหรือสูญเสียอวัยวะรักษาชีวิตคนในประเทศญี่ปุ่นไว้ อาจมาเร็วกว่าที่เราคาดคิด







