
ส่งออกอาหาร-ยานยนต์ชอร์ตลงทุนตรงชะลอยาว
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ว่าการส่งออกจะขยายตัวลดลงเท่าไหร่ หรือนักท่องเที่ยวลดลงมากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ว่าการส่งออกจะขยายตัวลดลงเท่าไหร่ หรือนักท่องเที่ยวลดลงมากน้อยแค่ไหน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ว่าการส่งออกจะขยายตัวลดลงเท่าไหร่ หรือนักท่องเที่ยวลดลงมากน้อยแค่ไหน
แต่เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิในแดนอาทิตย์อุทัยเที่ยวนี้ ได้บั่นทอนโอกาสการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) จากญี่ปุ่นในประเทศไทยไปอย่างน้อย 1 ปี
จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจไทยพาณิชย์พบว่า บริษัทต่างๆ ของญี่ปุ่นจะต้องเร่งสร้างและซ่อมแซมความเสียหายในประเทศก่อน
โดยจำเป็นต้องกำเงินสดในมือหรือรายได้สะสมของบริษัทเอาไว้รับมือกับซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นในบ้านตัวเอง ก่อนที่จะปล่อยท่อเงินลงทุนมายังประเทศไทย
ญี่ปุ่นจัดเป็นผู้ลงทุนโดยตรงในประเทศไทยอันดับ 1 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยคิดเป็น 30% ของการลงทุนโดยตรงสุทธิในไทยช่วง5 ปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 2,300ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นชัดๆ ขณะนี้คือโรงงานโตโยต้าที่ญี่ปุ่น จำเป็นต้องจำกัดการผลิต
แม้โรงงานโตโยต้าสำนักงานใหญ่อยู่ห่างไกลจากจุดเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามินับ 100 กิโลเมตร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ โรงงานอะไหล่ ชิ้นส่วน ที่ป้อนบริษัทแม่ถูกน้ำทะเลถล่มและบางแห่งก็จมด้วยเหตุแผ่นดินไหว
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภาวะไฟฟ้าไม่เพียงพอ ทำให้ต้องประหยัดพลังงานเอาไว้ใช้ยามจำเป็น มีการสลับพื้นที่การใช้ไฟฟ้าครั้งละ 34 ชั่วโมง
เมื่อบริษัทแม่ไม่สามารถเดินเครื่องได้ ทำให้ไม่สามารถส่งต่ออะไหล่หรือชิ้นส่วนประกอบมายังประเทศไทย ส่งผลให้โรงงานในไทยต้องจำกัดปริมาณการผลิตด้วย
จะกระทบต่อยอดการขายในประเทศและการส่งออกรถยนต์ ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญที่สร้างรายได้ประเทศมหาศาล
สินค้าส่งออกอีกรายการที่ได้รับผลสะเทือนอย่างรุนแรงตามการวิเคราะห์ของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจก็คือไก่สดแช่แข็ง
เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นตลาดไก่แปรรูปอันดับ 2 ของไทย ด้วยสัดส่วนถึง 46.5% ของมูลค่าการส่งออกไก่แปรรูปไปยังทุกตลาด โดยมีมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท
ไม่ใช่แค่รายได้หายไปมหาศาลเท่านั้น แต่หากสินค้าไก่แปรรูปแช่เย็นแช่แข็งของไทย ส่งไปตลาดญี่ปุ่นไม่ได้ จะกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะมีเกษตรกรและแรงงานที่เกี่ยวข้องถึง 6 แสนคน
มีฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ป้อนสินค้าถึง 1.3 หมื่นแห่ง โรงชำแหละ 25 แห่ง และโรงงานแปรรูปเพื่อส่งออกอีก 53 แห่ง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังประเมินว่า ไก่แปรรูปเป็นสินค้าหมวดอาหารที่น่าจะยังมี ความต้องการสูง โดยเฉพาะในช่วงภัยพิบัติ จึงอาจมีผลกระทบเพียงในระยะสั้นเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น อาหารทะเลกระป๋องก็มียอดส่งออกไปญี่ปุ่นถึง 588 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง 329 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ1 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับสินค้ายางพารา ที่ญี่ปุ่นถือเป็นผู้นำเข้ายางพาราจากประเทศไทยรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง จากยอดการส่งออกทั้งหมดปีละเฉียดๆ แสนล้านบาท อาจต้องหดตัวลงถึง 30%
โดยญี่ปุ่นนำเข้ายางพาราจากไทยเพื่อผลิตยางรถยนต์เป็นหลัก
ยิ่งในช่วงปีที่ผ่านมาความต้องการซื้อรถยนต์พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ยางพาราของไทยพุ่งสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน
ราคายางที่เกษตรกรได้รับเคยสูงสุดถึง 180 บาทต่อกิโลกรัม แต่ขณะนี้ราคาได้ร่วงลงมาแล้วทั้งตลาดซื้อขายทันทีและตลาดซื้อขายล่วงหน้าถึง 60 บาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วราคายางพาราไม่น่าจะลดลงไปมากกว่านี้ เพราะหาประเมินอย่างคร่าวๆ ในภาพข่าวที่เห็นก็คือมีรถยนต์ในญี่ปุ่นเสียหายหลายหมื่นคัน
หากกำลังการผลิตรถยนต์ที่ถูกอั้นไว้ในขณะนี้ได้รับการปลดปล่อยในอีก 2 ไตรมาสข้างหน้า เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ภาคส่งออกของไทยก็จะกลับมาพุ่งแบบเท่าทวีคูณ
ยอดการส่งออกที่หวั่นกลัวกัน จึงอาจเป็นการ “ชะงัก” ช่วงสั้นๆ
เป็นการชอร์ตและช็อก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น!!!
ดังนั้น ผลกระทบที่ซึมลึกจริงๆ จากเหตุการณ์ครั้งนี้คือภาคการลงทุนทางตรง ที่ยังไม่รู้ว่าธุรกิจญี่ปุ่นจะต้องใช้เวลารักษาตัวอีกนานแค่ไหน จึงกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิมได้







