posttoday
พรรคการเมืองในฝัน

พรรคการเมืองในฝัน

13 มีนาคม 2554

ขณะที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง เราได้เห็นแต่ภาพของพรรคการเมืองที่มุ่งจะเข่นฆ่ากันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มสีต่างๆ....

ขณะที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง เราได้เห็นแต่ภาพของพรรคการเมืองที่มุ่งจะเข่นฆ่ากันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มสีต่างๆ....

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

หนึ่ง เป็นพรรคที่รักคนไทยไปทั้งประเทศ
สอง สส.เขตต้องส่งคนดีที่ขยัน
สาม สส.สัดส่วนควรสะท้อนทุกเผ่าพันธุ์
สี่ นโยบายไม่คอร์รัปชันอันเดียวพอ

กลอนข้างต้นชนะการประกวดกิจกรรมการวัดจิตพิสัยในการอบรมเสริมประสบการณ์วิชาชีพ ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดขึ้นเพื่อประเมินผลนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในปีสุดท้ายก่อนที่จะอนุมัติให้จบการศึกษา โดยจะต้องมากินนอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรวม 5 วัน 4 คืน

ในการศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ จะมีกิจกรรมหลักๆ อยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการพัฒนาทักษะวิชาการ ที่ให้นักศึกษาทำออกมาในรูปแบบของการพัฒนาทักษะการเขียน โดยให้เลือกระหว่างการเขียนบทความ รายงาน หรือการนำเสนอทางวิชาการ (Presentation Technique) เรื่องต่อมาคือการพัฒนาบุคลิกภาพที่มีทั้งการบรรยาย การฝึกปฏิบัติ และการวัดจิตพิสัย ส่วนเรื่องสุดท้ายก็คือการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ที่จัดในรูปแบบการวิเคราะห์การเมือง

สำหรับกิจกรรมการวัดจิตพิสัยเป็นกิจกรรมที่มุ่งหมายจะให้นักศึกษาแสดงทัศนคติ ความเชื่อ ความคิด หรืออุดมการณ์ในด้านการเมืองการปกครอง ที่วิทยากรประจำกลุ่มสามารถเลือกกระทำได้หลายรูปแบบ เป็นต้นว่า ให้นักศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาทางการเมืองการปกครอง หรือนำเสนอความเชื่อความคิดด้วยการประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์ อย่างการที่ให้นักศึกษาสังเคราะห์ออกมาในรูปแบบการเขียนบทกวีดังกล่าว

พรรคการเมืองในฝัน

บทกวีนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบซึ่งนักศึกษาสามารถเลือกนำเสนอได้ตามถนัด ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรือกลอนเปล่า รวมทั้งกลอนลิเกหรือแต่งเป็นเพลง แม้กระทั่งการเขียนแบบฟรีสไตล์ เพื่อไม่ให้นักศึกษาเคร่งเครียดจนเกินไป เพราะสิ่งที่ต้องการคือ “สาระที่เป็นแก่นแกนความเชื่อความคิด” ของนักศึกษาในเรื่องนั้นๆ เป็นสำคัญ อย่างกลอนที่ชนะการประกวดข้างต้น แม้เพื่อนๆ จะเรียกว่า “กลอนกระท่อนกระแท่น” แต่ก็มีสาระโดดเด่นและ “โดนใจ” เป็นอย่างมาก

ประการแรก พรรคการเมืองในฝันของนักศึกษาคนนี้ดูจะตรงกับใจของคนไทยทั้งประเทศ เพราะจากการที่ผู้เขียนได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในลักษณะของการวัดกระแส (ที่ภาษาวิจัยเรียกว่า CurrentStudy) อันหมายถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองที่พิจารณาจากแนวโน้มด้านความคิดเห็นของผู้คนที่สะท้อนออกมาผ่านปรากฏการณ์ต่างๆ

โดยเฉพาะในปรากฏการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ที่กำลังเข้าสู่ “โหมดเลือกตั้ง” หลายโพลสรุปว่าคนไทยต้องการความสมานฉันท์ เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่ประชาชนต้องการจะต้องเป็นพรรคของคนไทยทุกคน ไม่ใช่พรรคของคนเสื้อสีนั้นสีนี้ หรือพรรคที่มีแนวทางว่าจะมาล้มล้างใคร เกลียดใคร แต่ต้องมุ่งสร้างความปรองดองและความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ

ประการต่อมา ทางเลือกของคนไทยในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาถูกจำกัดลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้สมัครหน้าเก่าๆ หรือแม้จะไม่เก่าแต่ก็เป็นเครือญาติของนักการเมือง (เพราะว่าหลายคนถูกเว้นวรรคทางการเมืองจึงส่งตัวแทนเข้ามารักษาพื้นที่) โดยที่คนเหล่านี้จะมีคุณภาพลดลงเมื่อวัดจากการเข้าหาประชาชน เนื่องจากหลายๆ เขตเป็น“ของตาย” หรืออยู่ในเขตของนักการเมืองที่มีอิทธิพล ส่วนใหญ่จึงกินบุญเก่า ไม่กระตือรือร้น และทอดทิ้งประชาชน

สส.แบบเขตเลือกตั้งในปัจจุบันนี้มีความจำเป็นน้อยลง เพราะเรามีนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาทำหน้าที่แทน ทั้งยังขยันและเข้าหาประชาชนได้แนบแน่นกว่า การเลือกตั้งจึงกลายเป็นเรื่องของการ “แลกเปลี่ยนอิทธิพล” ที่นักการเมืองระดับชาติเพียงแค่ไปขอคะแนนเสียงจากนักการเมืองท้องถิ่น (ที่จริงคนเหล่านี้ก็เป็น “เครือ” กันและกัน ที่ร่วมกันสร้างอิทธิพลในเขตเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน) จึงยากที่จะเกิดนักการเมืองหน้าใหม่ เพราะการครอบงำดังกล่าว

สำหรับ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อซึ่งในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมาถึงต้องใช้บัญชีเดียวกันทั้งประเทศจำนวนรวม 125 คน อันเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สำเร็จไปแล้ว ระบบนี้จะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบพรรค ด้วยการที่พรรคการเมืองทั้งหลายจะต้องเสนอชื่อ “คนคุณภาพ” พร้อมกับ “นโยบายคุณประโยชน์” ให้เป็นที่พึงพอใจของผู้เลือกตั้ง โดยเฉพาะคุณภาพของคนที่อาจจะวัดได้หลายอย่าง สิ่งหนึ่งก็คือความเป็นตัวแทนของคนทุกภาคส่วน อย่างที่บทกลอนข้างต้นว่าไว้ว่า “สะท้อนทุกเผ่าพันธุ์” ที่หมายถึงกลุ่มสังคมและกลุ่มอาชีพต่างๆ

ประการสุดท้าย เมื่อพิจารณาที่นโยบายของพรรคการเมือง คนไทยทุกวันนี้ต้องการนักการเมืองที่ “ใจซื่อ มือสะอาด” (ที่รวมหมายถึงนักการเมืองที่จริงใจและปากสะอาดนั้นด้วย) ดังนั้นไม่ว่าเราจะได้ใครมาเป็นรัฐบาล เริ่มต้นสิ่งที่ทุกรัฐบาลควรทำก็คือ “ไม่โกงไม่กิน” และด้วยพฤติกรรมที่ซื่อสัตย์สุจริตดั่งนี้ สังคมไทยก็น่าจะ “วัฒนาสถาพร” ไปได้ด้วยดี

ผู้เขียนเคยคุยกับนักการเมืองเกาหลีใต้ เขาเล่าว่าแต่ก่อนเกาหลีแย่กว่าไทยมาก เหตุอย่างหนึ่งก็คือการคอร์รัปชัน แต่มาสักยี่สิบปีก่อนนี้เกาหลีได้จัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ในที่สุดเกาหลีก็เติบโตแข็งแกร่งเป็น “พี่เสือแห่งเอเชีย” ขึ้นมาอีกประเทศหนึ่ง และเขายังได้ปลอบใจผู้เขียนว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานทางทรัพยากรและบุคลากรดีกว่าเกาหลีมากนัก เพียงแต่กำจัดการคอร์รัปชันนี้ให้ได้ ประเทศไทยจะรุ่งเรืองกว่าเกาหลีเป็นร้อยเท่า”

ขณะนี้ ขณะที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง เราได้เห็นแต่ภาพของพรรคการเมืองที่มุ่งจะเข่นฆ่ากันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มสีต่างๆ อย่างเช่นพรรคเพื่อไทยที่ได้กลายเป็นพรรคของคนเสื้อแดงที่มีคุณทักษิณเป็นเจ้าของ (หรือซื้อแกนนำต่างๆ ได้) หรือพรรคประชาธิปัตย์ที่เกลียดชังคุณทักษิณและคนเสื้อแดง รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่มีนโยบายอะไรเป็นแก่นสาร นอกจาก “จ้องผสมพันธุ์” ให้ได้เป็นรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หรือบางพรรคที่ออกสีเหลืองๆ ก็กลัวคุณทักษิณเสียจน“ไม่เป็นมวย” เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้

พูดถึงนโยบายของพรรคการเมือง ก็อยากจะขอติงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเป็นรัฐบาลและจะดำเนินการนโยบายดังกล่าว นั่นก็คือนโยบายประชาภิวัฒน์ทั้งหลาย ที่อาจจะเป็นนโยบายที่สร้างความแตกแยกในสังคมได้ในอนาคต (อันใกล้)เนื่องด้วยเป็นนโยบายที่เอาใจคนเฉพาะกลุ่ม ที่จะขยายรอยแยกในสังคมให้แผ่กว้างมากขึ้น

คิดง่ายทำง่ายอย่างนี้ ไม่กลัวเขาเรียกว่า “มาร์ค(ส)หมองมู๋” หรอกหรือ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท