
โรงเรียนกลางดงปืน ที่พึ่งของเด็กน้อย‘สาละวิน’
พลันเสียงออดสัญญาณพักเที่ยงดังขึ้น เด็กนักเรียนกะเหรี่ยงตัวเล็กตัวน้อยกว่าร้อยชีวิตวิ่งกรูไปโรงอาหารเป็นจุดหมายเดียวด้วยความหิว จึงรีบเร่งเข้าไปหยิบจับถาดหลุมยืนต่อแถวรอตักอาหาร โดยไม่สนใจล้างมือที่เปรอะเปื้อนมอมแมม
พลันเสียงออดสัญญาณพักเที่ยงดังขึ้น เด็กนักเรียนกะเหรี่ยงตัวเล็กตัวน้อยกว่าร้อยชีวิตวิ่งกรูไปโรงอาหารเป็นจุดหมายเดียวด้วยความหิว จึงรีบเร่งเข้าไปหยิบจับถาดหลุมยืนต่อแถวรอตักอาหาร โดยไม่สนใจล้างมือที่เปรอะเปื้อนมอมแมม
โดย...ปริญญา ชูเลขา
พลันเสียงออดสัญญาณพักเที่ยงดังขึ้น เด็กนักเรียนกะเหรี่ยงตัวเล็กตัวน้อยกว่าร้อยชีวิตวิ่งกรูไปโรงอาหารเป็นจุดหมายเดียวด้วยความหิว จึงรีบเร่งเข้าไปหยิบจับถาดหลุมยืนต่อแถวรอตักอาหาร โดยไม่สนใจล้างมือที่เปรอะเปื้อนมอมแมม
ข้าวร้อนๆ พูนจานราดด้วยแกงจืดฟักทอง มีกล้วยต้มหอมฉุยเป็นของหวาน แต่ละคนจัดการอาหารกลางวันมื้อนั้นอย่างเอร็ดอร่อย แต่เพียงช้อนข้าวใส่ปากได้ไม่กี่คำ เสียงดังกึกก้อง ซึ่งทุกคนคุ้นชินว่าเป็นสัญญาณอันตราย สัญชาตญาณที่ติดตัวมานานก็ปลุกให้รีบทิ้งถาดอาหาร กรูไปยังจุดหมายอีกแห่งหนึ่ง
ปังๆๆๆๆๆๆ บึ้มๆ !!!
“ทุกคนวิ่งไปที่หลุมหลบภัยเร็วๆ” นางสุรางค์ ทิวาทิวาภรณ์ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ตะโกนต้อนเด็กให้รีบวิ่งไปยังหลุมหลบภัย
กว่าครึ่งชั่วโมงเสียงปืนและระเบิดค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงควันบางๆ รอยทะลุบนหลังคา เศษโลหะชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากลูกระเบิดกระจายตามสนามหญ้า แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
น่าแปลกใจที่บรรดานักเรียนวัยเยาว์เหล่านี้ ไม่เพียงไม่ตระหนกต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่กลับรู้จักเอาตัวรอดอย่างคล่องแคล่วว่องไว บางที อาจเป็นประสบการณ์ที่ต้องหนีภัยความตายเช่นนี้มาตั้งแต่แบเบาะ ที่พ่อแม่กระเตงหนีตายจากการรุกไล่ตามล่า การสู้รบฆ่าฟันของกลุ่มชนต่างชาติพันธุ์ ณ ริมฝั่งสาละวิน
ไม่ว่าเวลาและสายน้ำสาละวินจะไหลผ่านไปนานเท่าใด แต่เสียงปืนและเสียงระเบิดก็มักจะลอยข้ามฝั่งแม่น้ำมาให้ได้ยินเป็นประจำ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของทุกปี พวกเขาและเธอจึงคุ้นชินกับเหตุการณ์สู้รบระหว่างกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยูกับทหารรัฐบาลพม่า ซัดอาวุธหนักใส่กันตรงเทือกเขาหน้าโรงเรียน แค่ข้ามฝั่งแม่น้ำสาละวินไปไม่เท่าไหร่
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเสียจนเด็กกะเหรี่ยงเก็บสะเก็ดระเบิดมาขว้างเล่น บางคนใจกล้ามากหนีครูและเพื่อนจากหลุมหลบภัยไปแอบซุ่มดูทหารกะเหรี่ยงกับพม่ายิงกัน ได้ยินเสียงกระสุนปืนข้ามหัวไป เป็นภาพเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับพวกเขา แม้อาจมีคำถามในใจว่า ฆ่ากันทำไม?
แต่ก็ไร้คำตอบ...
“เด็กนักเรียนที่นี่เรียนหนังสืออาทิตย์ละ 6 วัน” ครูสุรางค์บอกเล่าให้ทราบ คำอธิบายที่ตามมาทำให้รู้ว่า ไม่ใช่การเร่งกวดวิชา หรือนักเรียนที่นี่ขยันมากกว่าโรงเรียนระดับชั้นอนุบาล–ประถม 6 ปกติทั่วไป แต่เป็นเพราะการเดินทางที่ยากลำบาก เด็กบางคนต้องเดินเท้าเปล่านับสิบกิโลเมตรมาเรียน บางคนต้องห่างอ้อมกอดพ่อแม่นับร้อยกิโลเมตร จำต้องพักอยู่ในโรงเรียนจนปิดเทอมจึงจะได้กลับบ้าน
เด็กบางคนไร้ที่ไปจึงต้องอยู่ช่วยงานโรงเรียน เพราะพ่อแม่เสียชีวิตหรือเข้าร่วมกับเคเอ็นยู ซึ่งพ่อแม่เด็กกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ที่นี่ยากจน ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนและที่ทำกินเป็นของตัวเอง จึงไม่มีสิทธิไปเรียกร้องสิ่งใดๆ จากหน่วยงานใดได้เพราะ “เฮาไม่ใช่คนไทย”
แม้รัฐบาลไทยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ไม่ได้นิ่งดูดายกับความรันทดที่พวกเขาเผชิญอยู่ ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สนับสนุนงบประมาณค่าอาหารกลางวันแค่เพียงพอประทังชีวิต เพราะต้องเจียดเงินอีกส่วนหนึ่งเป็นค่าเหมาเรือรับส่งเด็กนักเรียนจาก 3 หมู่บ้าน คือ ปูทา พระคุยแฮ และโกหง่อดี เดือนละหลายหมื่นบาท ดังนั้นเมนูอาหารกลางวันของเด็กๆ เหล่านี้ จึงมี ผัก บะหมี่ และปลากระป๋อง ยืนพื้น
สมุด หนังสือ ดินสอ หรือแม้แต่โน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ของบริจาคที่พวกเขาและเธอต้องการเท่ากับผ้าอนามัยและชุดชั้นในสำหรับเด็กวัยเริ่มสาว หากเกิดเป็นเด็กชายก็อาจมีโอกาสดีขึ้น ถ้าประพฤติตัวดีๆ อาจมีโอกาสได้เรียนต่อในชั้นมัธยม เพราะวัดแถบนี้ส่งเสริมสนับสนุนเด็กยากจนแต่เรียนดีให้บวชเรียนสามเณร ทำให้ความใฝ่ฝันและความหวังของเด็กชายกะเหรี่ยงจำนวนไม่น้อยปรารถนาจะบวชเรียน
แต่สำหรับเด็กผู้หญิงเส้นทางชีวิตช่างตีบตันกว่ามาก โอกาสมีแค่ทำไร่ไถนากับเป็นแรงงานรับจ้าง
แม้ห้องเรียนจะเล็กคับแคบ ต้องเบียดกันนั่งเก้าอี้ตัวเดียว แบ่งโต๊ะกันเท้าแขนวางหนังสือก็ไม่ใช่ปัญหา แม้ไม่มีพัดลม ชอล์กหรือกระดานดำ หรือจะให้ไปนั่งตากแดดกลางสนามหญ้าเรียนพวกเขาและเธอก็ยังยิ้มได้ ขอให้มีคุณครูมาสอนหนังสือเท่านั้นเป็นพอ
แต่โชคร้าย “ที่นี่ไม่มีครู” อาคารเรียนเล็กๆ 3 หลัง เด็กนักเรียนประมาณ 200 คน แต่มีครูแค่ 4 คน อีก 1 คนเตรียมตัวย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ซึ่งทางโรงเรียนบ้านสบเมยประกาศขอครูอาสาสมัครอีก 5 คน
ใบสมัครครูโรงเรียนบ้านสบเมย ยังคงว่างเปล่าเป็นเวลาหลายปีแล้ว อาจเป็นเพราะความยากลำบากซึ่งเป็นบททดสอบที่ใช่ว่าจะฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ กรณีครูสุรางค์และเพื่อนครูหญิงอีกคน ซึ่งต้องขี่รถจักรยานยนต์จากบ้านในตัว อ.แม่สะเรียง ไปกลับวันละเกือบ 90 กิโลเมตร เพื่อมาสอนหนังสือให้แก่เด็กๆ ที่นี่
“แต่ถ้าย่างเข้าฤดูฝนต้องเลี่ยงไปล่องเรือจากท่าแม่สามแลบแทน แม้การเดินทางจะสะดวก แต่ก็เสี่ยงลูกหลงระเบิดที่อาจพลัดหลงกระเด็นข้ามฝั่งมาโดนได้” ครูสุรางค์เล่าถึงบททดสอบการทำหน้าที่ครูชายแดนของเธอ
เสียงปืน เสียงระเบิด ริมฝั่งสาละวินยังคงไม่สร่างซาจากดินแดนแห่งการต่อสู้เข่นฆ่าระหว่างเชื้อชาติมานานหลายสิบปี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะยังคงเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ และอนาคตของเด็กน้อยชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้จะเป็นไปอย่างไร







