
จับสัญญาณยุบสภาฯนปช.เลิกกบดานสู้คดี?
โดย....ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย....ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในช่วงเดือนมี.ค.นี้ถือว่าเป็นจังหวะก้าวสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงเพราะหลายๆข้อเรียกร้องเริ่มได้รับการตอบสนองในทางปฎิบัติมากขึ้นโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการประกันตัวแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำนวน 7 คนพ่วงด้วยเครือข่ายอีก 1 คน ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก
การได้รับการประกันตัวดังกล่าวของบรรดาแกนนำนปช.หลังจากต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำร่วมว 9 เดือนได้กลายเป็นสัญญาณหนึ่งที่กำลังสื่อว่าบรรยากาศแห่งการปรองดองกำลังกลับมาแล้ว ประกอบกับในทางคดีก่อการร้ายปรากฎว่าขั้นตอนอยู่มือของศาลยุติธรรมที่อัยการได้สั่งฟ้องคดีไปแล้วไม่ได้เป็นคดีที่อยู่ในมือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งเสื้อแดงมองว่าเป็นองค์กรเครื่องมือของรัฐบาลปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้บรรดาแกนนำนปช.ที่กำลังหลบหนีอยู่เริ่มเข้าทยอยมอบตัวสู้คดีต่อกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
เริ่มต้นจาก ‘อดิศร เพียงเกษ’ แกนนำนปช. ได้เข้ามอบตัวกับดีเอสไอโดยมีนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นำมามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนพร้อมกับนัดเข้าให้ปากคำอีกครั้งในวันที่ 28 มี.ค.นี้นอกจากนี้ยังประกาศว่าวันที่ 12 มี.ค.คงจะไม่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดง
“ผมจะบอกว่าทุกคนควรเข้ามามอบตัวได้แล้ว อย่าหลงว่าตัวเองจะอยู่ได้นาน อยู่นานแล้วจะเป็นเหมือนผมคือผอม ตอนนี้บ้านเมืองดีขึ้นแล้ว ขอให้ถอยคนละก้าว ไม่ใช่ถอยเพราะกลัว แต่เพื่อให้จับมือกัน” อดิศร กล่าว
จากนั้นนายอารี ไกรนรา หัวหน้าการ์ด นปช. นายวิสา คัญทัพ นางไพจิตร อักษรณรงค์ แกนนำนปช.ก็ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอเช่นกันเพื่อแสดงเจตนาว่าจะต้องการต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม
“เมื่อเห็นว่ามีโอกาสต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมจึงเข้ามอบตัว เพราะมั่นใจไม่ได้กระทำความผิดตามถูกตั้งข้อกล่าวหา ตลอดการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย เมื่อตรวจสอบพบผู้ชุมนุมพกพาอาวุธเข้ามาในพื้นที่การชุมนุมจะส่งตัวให้ตำรวจทุกครั้ง” อารีแสดงความในใจ
เมื่อดูจากแกนนำนปช.ที่ได้รับการประกันตัวและเข้ามอบตัวจะสังเกตุได้ว่าไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มฮาร์ดอร์ดีกรีรุนแรงมากนักแม้จะมีบางคนที่แสดงท่าทีรุนแรงมาบ้างแต่ก็กับพฤติกรรมที่ออกมาจะออกไปทางประเภท ‘คนเสียงดัง’ มากกว่า และหลังๆมานี้บรรดาแกนนำนปช.ก็มีท่าทีสงบปากสงบคำลงยกเว้นในรายของ ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ สส.สัดส่วน ซึ่งยังคงแสดงความเสมอต้นเสมอปลายในการตอบโต้และสร้างวิวาทะกับฝ่ายตรงข้ามทั้งรัฐบาลและกองทัพตลอดเวลาเท่านั้น
สำรวจแกนนำนปช.ตัวหลักในตอนนี้เหลือเพียง 3 คนที่ยังไม่แสดงเจตนารมณ์มอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1.นายพายัพ ปั้นเกตุ 2.นายสุพร อัตถาวงศ์ และ 3.นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง โดยทั้ง 3 คนนี้นับได้ว่าเป็นแกนนำที่จัดอยู่ในระดับฮาร์ดคอร์ดีกรีแรงสูงอย่างมากจากผลงานที่ฝากเอาไว้
วันที่ 29 เม.ย. 2553 ‘พายัพ’ นำการ์ด นปช.ร่วมร้อยคนบุกเข้าไปตรวจค้นอาคาร สก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงดาดฟ้า เพื่อค้นหาทหารที่กลุ่ม นปช.อ้างว่าได้เข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาล เวลานั้นพายัพบอกว่า “เชื่อว่ายังมีทหารซึ่งเป็นพลซุ่มยิง 3-5 นาย ซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน พอเข้าไปค้นจึงหลบหนีออกไปก่อน”
วันที่ 7 เม.ย. 2553 ‘อริสมันต์’ -‘สุพร’ได้นำมวลชนคนเสื้อแดงมาปิดล้อมบริเวณอาคารรัฐสภาเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา เหตุการณ์ในครั้งนั้นบานปลายจนกระทั่งมีการพังประตูเข้าไปภายใน จนนำมาสู่การประกาศพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีเจ๋ง ดอกจิก และ ขวัญชัย ไพรพนา ร่วมขบวนไปด้วยแต่ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจหลังจากสลายการชุมนุม ขณะที่อีกสองคนยังไม่ได้เข้ามอบตัว
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าบรรดาแกนนำกลุ่มนี้จะยอมเข้ามอบตัวหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศความชัดเจนถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรออกมาแล้ว เพราะได้เห็นตัวอย่างอันเป็นบรรทัดฐานจากสหายนปช.ที่ได้เข้ามอบตัวและได้รับอิสรภาพกลับมา แต่ถ้าดูจากผลงานที่ฝากเอาไว้ก็มีความเป็นไปได้ว่ากระบวนการได้มาซึ่งอิสรภาพคงเหนื่อยกว่าเพื่อนๆแน่นอน







