
กสม.ยก5ปัญหาโชว์จี้รัฐแก้ไขด่วน
กสม.สรุปรายงานคู่ขนานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย ยก 5 ปัญหาหลักสำคัญให้รัฐแก้ไขด่วน ฉะรัฐเสนอร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แนะทบทวนเหตุไม่เป็นไปตามเจตนารมย์รธน. หนุนปฏิรูปประเทศ
กสม.สรุปรายงานคู่ขนานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย ยก 5 ปัญหาหลักสำคัญให้รัฐแก้ไขด่วน ฉะรัฐเสนอร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แนะทบทวนเหตุไม่เป็นไปตามเจตนารมย์รธน. หนุนปฏิรูปประเทศ
เมื่อเวลา 11.00 น. นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) พร้อมด้วยนพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาประธานกสม. และนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมการสิทธิมนุษยชน เสนอรายงานคู่ขนานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยตามกระบวนการ (Universal Periodic Review) โดยเล่าถึงภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย รวมไปถึงปัญหาต่างๆ ที่นำเสนอ และทางกสม.เลือกนำเสนอประเด็นปัญหาที่สำคัญมาก 5 เรื่อง คือ 1. ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.ปัญหาเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง 3.ปัญหาสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน4.ปัญหาการค้ามนุษย์ และ 5. ปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ผู้อพยพ คนไทยพลัดถิ่นและผู้หนีภัยการสู้รบ พร้อมกับข้อเสนอแนะเพื่อหาทางปรับปรุงปัญหา ให้คลี่คลายลง
โดย กมส. เสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาว่า เรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอให้มีการยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ เพราะใช้มานานหลายปียังไม่สามารถทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นไดเ เพราะตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2553 มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นรวม 11,523 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 4,370 ราย บาดเจ็บ 7,136 ราย สำหรับข้อเสนอที่กสม.เสนอต่อรัฐบาลในเรื่องนี้ ต้องปฏิรูประบบความยุติธรรมให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ผลักดันให้เกิดองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงส่งเสริมการยุติธรรมสมานฉันท์ (Restorative Justice) และพัฒนาระบบยุติธรรมชุมชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ห่วงรัฐใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมต่ำกว่ามาตรฐาน
นางอมรา กล่าวว่า 2.ปัญหาเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มีการกล่าวหาว่าเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและละเมิดกฎหมาย เช่น การปิดล้อมสถานที่ต่างๆ การปิดการจราจร การบุกรุกเข้าไปในโรงพยาบาลพร้อมอาวุธ การปราศรัยที่สร้างความเกลียดชัง และการข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลได้ชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่ได้ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักในการควบคุมและสลายการชุมนุม แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม และมีกลุ่มบุคคลที่ไม่ทราบฝ่ายใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังต้องรอผลการสอบสวนจากกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
นางอมรา กล่าวว่า กสม. มีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่มีการปฏิบัติต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์การชุมนุม มีการติดตามควบคุมผู้ต้องสงสัยด้วยเหตุทางการเมือง และนำไปสู่การจับกุมหรือมีการตั้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาที่ร้ายแรง และใช้ประมวลกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.50 ควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งการปิดเว็บไซต์และสถานีวิทยุชุมชนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง มีการจับกุมดำเนินคดีหลายกรณีโดยไม่เปิดเผยรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการเสนอความคิดเห็น ทั้งนี้ยังมีการร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะที่เสนอโดยรัฐบาล แต่กลับมีเนื้อหาที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการควบคุมมากกว่าการรับรองและคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ อีกทั้งการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อดูแลการชุมนุมจะต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ มิใช่ประกาศใช้เป็นการทั่วไป
ฉะรัฐแก้ปัญหาล่าช้าโฉนดชุมชน แนะให้ปชช.มีส่วนร่วมม. 87 รธน.
นางอัมรา กล่าวด้วยว่า 3. ประเด็นปัญหาสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน ถือเป็นเรื่องที่รัฐได้พยายามคลี่คลาย แต่เป็นไปอย่างล่าช้ามาก โดยเฉพาะเรื่องโฉนดชุมชน เพิ่งมีโฉนดชุมชนมาได้เพียง 2 ฉบับทั้งที่ควรจะมีถึง 32 ฉบับ ดังนั้น รัฐบาลต้องทำให้สิทธิชุมชนตามมาตรา 67 ให้เป็นจริง และเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง เร่งแก้ไขปัญหาและเยียวยาแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทบทวนการกำหนดเขตที่ดินและการขยายเขตการอนุรักษ์โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนการกำหนดนโยบายการพัฒนา รัฐบาลต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจวัฒนธรรมชุมชน และรัฐบาลควรทบทวนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน
ชมรัฐให้ที่พักพิง"ผู้หนีภัยพม่า" ตามหลักมนุษยธรรม
นางอัมรากล่าวว่า 4. ประเด็นปัญหาการค้ามนุษย์ ทางกสม.ขอเสนอรัฐบาลว่า อยากให้บังคับใช้กฎหมายปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีและให้การดูแลสตรีและเด็กที่เป็นเหยื่ออย่างเหมาะสม สำหรับแรงงานข้ามชาติ รัฐบาลควรดูแลแรงงานที่ขึ้นทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย เร่งรัดการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และควรปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่มีสถานะตามกฎหมายโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
นางอัมรา กล่าวว่า 5. ประเด็นปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ผู้อพยพ คนไทยพลัดถิ่น และผู้หนีภัยจากการสู้รบ ไทยเจอปัญหาบริเวณแนวชายแดนอยู่บ่อยครั้ง ทางกสม.เห็นว่า ต้องเร่งรัดการให้สัญชาติแก่บุคคลที่ไร้สถานะกลุ่มต่างๆ ตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลเมื่อปี 2548 รวมทั้งคืนสัญชาติให้แก่คนไทยพลัดถิ่นและให้การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ นอกจากนี้ทางกสม. ขอแสดงความชื่นชมที่รัฐบาลไทยให้ที่พักพิงแก่ผู้หนีภัยการสู้รบของพม่าและให้การดูแลผู้หนีภัยตามหลักมนุษยธรรม แต่ในการส่งตัวผู้หนีภัยการสู้รบกลับประเทศ รัฐบาลต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชนสากลเกี่ยวกับการไม่ส่งกลับหากมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้หนีภัย
นางอมรา กล่าวสรุปว่า ทางกสม.สนับสนุนกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยที่เกิดจากการผลักดันของภาคประชาสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมและ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่ดิน ทำกิน การปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูประบบความยุติธรรม ระบบการศึกษา ระบบสังคมสวัสดิการ และการปฏิรูปสื่อ ตลอดจนสนับสนุนการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะการปฏิรูปจะนำไปสู่การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคมไทยอย่างกว้างขวา







