
ต้นทุนคนไทยพุ่ง
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตของคนไทยมีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน!!
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตของคนไทยมีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน!!
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตของคนไทยมีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน!!
ยิ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2.5%
ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ประชาชนที่เป็นลูกหนี้เงินกู้นับสิบล้านคนมากขึ้น
จากเดิมที่คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพบุกถึงครัวเรือน ชอนไชเข้าไปถึงหม้อ ถัง กะลามัง ไหแล้ว
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของ 2 น้ำ คือน้ำมันรถและน้ำมันปาล์ม ที่สร้างปัญหาปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับคนหาเช้ากินค่ำที่สุด
น้ำมันเบนซินธรรมดาขยับไปทะลุเพดาน 40 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลรัฐบาลยังใช้เงินขึงไว้ที่30 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่รู้จะต้องใช้เงินอุดอีกกี่หมื่นล้านบาท
น้ำมันปาล์มก็กลายเป็นสินค้าที่ต้องเข้าคิวซื้อ เดี๋ยวนี้อยากทอดไข่สักใบก็ต้องกระเบียดกระเสียรไม่กล้าใช้น้ำมันเต็มๆ เหมือนเมื่อก่อน
ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของคนไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.1 หมื่นบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายพุ่งไปถึง 1.7 หมื่นบาทต่อครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในขณะนี้ ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนน่าจะอัพไปเฉียด 2 หมื่นบาท เข้าไปแล้ว
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ขึ้นยังเป็นตัวกดดันหนี้สินครัวเรือนให้ขยายตัว จากปัจจุบันคนไทยมียอดหนี้เฉลี่ย 134,699 บาทต่อครอบครัว
ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นผ่อนบ้าน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ที่ดิน เครื่องใช้ไฟฟ้า หม้อหุงข้าว หรือโทรศัพท์มือถือ
ถ้าแยกรายละเอียดของหนี้เป็นส่วนๆ จะพบว่าคนไทยเป็นหนี้ในระบบ 127,715 บาทต่อครัวเรือน และเป็นหนี้สินนอกระบบ 6,984 บาทต่อครัวเรือน
แม้ดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นอีกแค่ 0.25% แต่เมื่อเทียบกับยอดหนี้หลักแสนบาทก็เป็นเงินไม่ใช่น้อยๆ
แม้รัฐบาลจะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการในเดือน เม.ย. 2554 แต่ก็ไม่ใช่เป็นวงเงินที่มากมายอะไรเพิ่มแค่ไม่ถึง 5% เท่านั้น
หมายความว่าคนที่เงินเดือน 1 หมื่นบาทก็ได้เพิ่มอีก 500 บาท
ค่าแรงขั้นต่ำที่เคยได้ 200 บาทต่อวัน ก็เพิ่มขึ้นอีก 10 บาทต่อวัน หรือ 300บาทต่อเดือน
ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มที่เคยซื้อในราคา 47 บาท กลับต้องวิ่งขาขวิดหาซื้อในราคา 80 บาทต่อขวด หรือแพงขึ้นกว่า 70%
มะนาวที่เคยซื้อในราคาลูกละ 2 บาท วันนี้เพิ่มเป็น 5บาท ถ้าคำนวณออกมาก็เพิ่มขึ้น 150%
และเมื่อมองไปยังท้องตลาดยังไม่เห็นรายการอาหารที่ใช้บริโภคใดราคาถูกลง
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA (Executive Program Bangkok) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เปิดเผยว่า ปัญหาที่น่ากังวลเป็นอย่างมากต่อภาวะทางเศรษฐกิจไทยในปี 2554 คือภาวะเงินเฟ้อ หรือการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของระดับราคา ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายด้านด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นภาวะของต้นทุนในภาคการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากระดับราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนอำนาจการซื้อของประชาชนภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะนโยบายการปรับขึ้นระดับค่าจ้างและค่าแรงขั้นต่ำของภาครัฐ
“เรื่องการขึ้นค่าแรงเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้ระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น” นายมนตรี ระบุ
ปัจจุบันระดับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปประจำเดือน ก.พ. 2554 ที่ทางกระทรวงพาณิชย์ประกาศอยู่ที่ 2.87% และระดับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.45% ถือว่าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดที่ 0.5–3% ต่อปี
โดยเงินเฟ้อมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อควบคุมให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพ
นักวิชาการจากนิด้า บอกว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ของ ธปท. ถือได้ว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว และจะไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท
โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ ช่วยให้ราคาน้ำมันขายปลีกไม่พุ่งสูงขึ้นมาก ถือเป็นตัวช่วยในภาวะข้าวยากหมากแพง
แต่ค่าเงินบาทแข็งก็เป็นดาบสองคม เพราะทำให้รายได้ของประเทศจากการส่งออก โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร
เมื่อรายได้ไม่เพิ่ม หนี้สินเท่าเดิม แต่ราคาสินค้าสูงขึ้น สุดท้ายก็ต้องดิ้นรนหาเงินกู้เพิ่ม กลายเป็นวงจรชีวิตคนไทยที่ไม่ได้พัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก
ดังนั้น ในปี 2554 จึงเป็นปีที่รัฐบาลต้องหันมาหาทางออกในเรื่องต้นทุนการดำเนินชีวิตของคนไทยมากขึ้น
แม้การเลือกตั้งใหม่ที่ใกล้จะมาถึงกลางปีนี้ จะช่วยให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นเงินเบี้ยหัวแตกชั่วครั้งชั่วคราว
การซื้อเสียงครอบครัวละ 500-1,000 บาท ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเอาไปซื้อน้ำมันปาล์ม 10 ขวดก็หมดแล้ว
สิ่งที่สำคัญคือนโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องให้คนหาเช้ากินค่ำอย่างถาวร
หมายความว่าต้องยกระดับเศรษฐกิจโดยรวมให้ดีขึ้น เพราะการเติบโตแค่ 4-5% ได้แค่สู้ภัยเงินเฟ้อ แต่ไม่เพียงพอให้คนไทยกินอิ่มนอนหลับ







