
ปชป.กระแสแรงทุนไหลเข้าอู้ฟู่
ทะลุเป้า 600 ล้านบาท แบบไม่ยากเย็นเมื่อภาคธุรกิจ เอกชน ห้างร้านต่างๆ“หลั่งไหล” เข้าร่วมงานระดมทุนพรรคประชาธิปัตย์กันอย่าง “คับคั่ง” แน่นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ทะลุเป้า 600 ล้านบาท แบบไม่ยากเย็นเมื่อภาคธุรกิจ เอกชน ห้างร้านต่างๆ“หลั่งไหล” เข้าร่วมงานระดมทุนพรรคประชาธิปัตย์กันอย่าง “คับคั่ง” แน่นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ทะลุเป้า 600 ล้านบาท แบบไม่ยากเย็นเมื่อภาคธุรกิจ เอกชน ห้างร้านต่างๆ“หลั่งไหล” เข้าร่วมงานระดมทุนพรรคประชาธิปัตย์กันอย่าง “คับคั่ง” แน่นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดินเนอร์สุดหรู 2.5 ล้านบาทต่อโต๊ะ ที่ตระเตรียมไว้ 212 โต๊ะ ถูกจับจองหมดเกลี้ยง ผิดฟอร์มจากงานระดมทุนครั้งก่อนๆ สมัยประชาธิปัตย์ยังเป็นฝ่ายค้าน
เงินขวัญถุงที่แว่วว่าอาจสูงถึง 750 ล้านบาท จึงเป็นสถิติใหม่ ในประวัติศาสตร์การระดมทุนของประชาธิปัตย์
ย้อนไปเมื่อปี 2551 “ประชาธิปัตย์” กับบทบาทฝ่ายค้านขณะนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ระส่ำระสาย จากการกดดันของกลุ่มพันธมิตรฯ และคดียุบพรรคพลังประชาชนที่งวดเข้ามาทุกที และมีแนวโน้มนำไปสู่การเลือกตั้ง
งานระดมทุนครั้งนั้น ภายใต้สโลแกน“เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์”ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สุดท้ายกว่าจะได้ตามเป้า 300 ล้านบาท ก็เล่นเอาหืดจับ
ย้อนไปอีกเมื่อปี 2550 ก่อนเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 หลังจากการบริหารงานของรัฐบาล คมช. “ประชาธิปัตย์” ตัวเต็งที่ถูกมองว่ามีโอกาสมากที่สุดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้จัดงานระดมทุนที่ศูนย์ประชุม ไบเทค บางนา ในหัวข้อ “ร่วมสร้างอนาคตใหม่เพื่อไทยทั้งแผ่นดิน” จากการขายโต๊ะ 400 โต๊ะ ได้เงินมาสนับสนุนมาทั้งหมด 427 ล้านบาท
งานระดมทุนครั้งนี้ซึ่งได้มากกว่าทุกปี จึงกลายเป็นดัชนีชี้วัดทางการเมืองที่สำคัญอีกตัวหนึ่งในช่วงใกล้การเลือกตั้ง ว่าใครจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล
สัญญาณแรก การนำร่องเปิดตัวของนิคม เชาว์กิตติโสภณ สส.สัดส่วนเพื่อไทยที่หันมาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ อาสาลงชิงเก้าอี้ผู้แทนลำปาง ซึ่งถือเป็นขวัญกำลังใจกับพลังดึงดูดของพรรค ที่เชื่อว่าจะมีไหลเข้าเพิ่มขึ้น
สัญญาณถัดมา คือ การที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ชุดปัจจุบัน พร้อมใจเข้าร่วมงานระดมทุนของประชาธิปัตย์ ไม่มีแตกแถว ทั้งภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา เพื่อแผ่นดิน รวมถึงกลุ่ม 3พี อย่างน้อยก็แสดงออกถึงความพร้อมที่จะกลับมาร่วมหัวจมท้ายอีกครั้ง
แต่สัญญาณที่สำคัญที่สุด คือจำนวนภาคธุรกิจที่ประกาศตัวมาสนับสนุน “ประชาธิปัตย์” เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
นั่นหมายถึงการประเมินทิศทางและตัดสินใจ “ซื้อหวย” เลือก “ขั้วอำนาจใหม่” หลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ในสายตามุมมองของภาคธุรกิจที่ย่อมหวังผูกมิตรกับอำนาจรัฐ “ประชาธิปัตย์” จึงกลายเป็น “ตัวเลือก” ที่เป็นไปได้มากที่สุดตัวเลือกหนึ่งในเวลานี้
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เอกชนมาสนับสนุนประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากสถานะพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งได้บริหารบ้านเมืองต่อเนื่องกว่า 2 ปี แต่เหตุผลอีกส่วนคือ ความเป็นไปได้ที่ประชาธิปัตย์จะกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง
แน่นอนว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ทั้งกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มซีพี หรือกลุ่มธุรกิจในตระกูลล่ำซำ โสภณพนิช และ สารสิน จะยังคงเป็นผู้สนับสนุนอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์
แต่ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มธุรกิจรายย่อย ที่เข้ามาดันหลังพรรคประชาธิปัตย์ ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเช่นกัน
ดังจะเห็นว่ากลุ่มธุรกิจหลากหลายประเภทที่เข้าร่วมงานระดมทุนเมื่อวันอังคารที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา มีตั้งแต่ขนาดใหญ่ถึงขนาดเล็กรายย่อยประจำภูมิภาค อาทิ เครือ บริษัท สหพัฒนพิบูล ที่ บุญชัย โชควัฒนา เดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง
มาจนถึง บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การที่ “เพื่อไทย” จุดประเด็นเรื่อง เร่ขาย รีดไถ ภาคเอกชน พร้อมยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการซื้อโต๊ะเที่ยวนี้ ทำให้ “ประชาธิปัตย์” จำเป็นต้องคัดกรองรอตรวจสอบข้อมูลบริษัท ห้างร้าน และภาคประชาชนที่สนับสนุนพรรค ก่อนที่จะสรุปปิดยอดอย่างเป็นทางการ นำเสนอ กกต. ข้อมูลขณะนี้จึงยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งยอดสรุปรวมการบริจาคทั้งหมด
ยังไม่รวมกับไอเดียใหม่ผุดแนวคิดสมาชิกพรรควีไอพี 3,000 คน ที่จะเสียค่าสมาชิกคนละ 1 ล้านบาท สามารถผ่อนจ่ายได้ ที่จะมีเงินเข้าพรรค
หากเทียบกับพรรคการเมืองอื่น งานระดมทุนของพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่า จะครองแชมป์แซงหน้าอีกหลายพรรคไม่ว่าคิวต่อไป อย่างพรรคชาติไทยพัฒนา ในวันที่ 12 มี.ค.ซึ่งจะจัดที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ที่ 6070 ล้านบาท
ส่วนพรรคภูมิใจไทย เดิมจะจัดระดมทุนวันที่ 6 เม.ย. ครบรอบการตั้งพรรค ตั้งเป้า 35 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 10 ล้านบาท รวมแล้ว 350 ล้านบาท ทว่าได้รับสัญญาณสั่งเลื่อนไปก่อน
แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองที่แม้จะเป็นพรรคที่มี สส.มากเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยจัดงานระดมทุนในวันที่เงินบริจาคอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องแจ้งกับทาง กกต. ดูจะเหือดแห้งจากภาคเอกชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เป็นทุนใหญ่จัดหนักเจ้าของเพื่อไทยแต่เพียงผู้เดียว
ต้องยอมรับว่า “เงินขวัญถุง” ที่แต่ละพรรคได้จากการระดมทุน ซึ่งระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อการเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงเงินส่วนนี้ยังเป็นแค่เพียง “น้ำจิ้ม” เมื่อกระสุนดินดำที่จะนำมาใช้สู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวนี้ ยังมีแหล่งเงินที่ไม่เปิดเผยอีกมาก







