
อุ้มดีเซลรัฐแบกหนี้หัวโต
นโยบายอุ้มราคาน้ำมันดีเซลขายในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นคนป่วยอมโรคอาการสาหัสหมอไม่รับรักษามากขึ้นทุกวัน
นโยบายอุ้มราคาน้ำมันดีเซลขายในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นคนป่วยอมโรคอาการสาหัสหมอไม่รับรักษามากขึ้นทุกวัน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
นโยบายอุ้มราคาน้ำมันดีเซลขายในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นคนป่วยอมโรคอาการสาหัสหมอไม่รับรักษามากขึ้นทุกวัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคนจากหลายภาคส่วนเตือนรัฐบาลว่าอย่าเล่นกับน้ำมัน เพราะมันจะเผาตัวเองให้ร้อนรนจนทนได้ยาก
บทเรียนที่เห็นมาก่อนหน้านี้ก็เห็นตำตา รัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ว่าแน่ๆ เล่นแร่แปรธาตุกู้เงินโปะกองทุนน้ำมันฯ ยังไปไม่รอด เพราะผ่านไปไม่กี่เดือนเป็นหนี้ถึง8 หมื่นล้านบาท จนต้องเลิกกู้ให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น
แต่รัฐบาลนี้ก็ทำหูทวนลม ยืนกระต่ายขาเดียว เหตุผลสำคัญประการเดียวที่อยากอุ้มราคาน้ำมันดีเซลต่อไป เพราะไม่อยากเสียคะแนนนิยมทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
จนถึงวันนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังพุ่งไม่ยอมหยุด รัฐบาลต้องชดเชยราคาขายน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตรเข้าไปแล้ว คิดเป็นเงินที่ใช้ต่อเดือนถึง 8,000 ล้านบาท หากราคาน้ำมันยังพุ่งไม่หยุด ก็คาดว่าจะทะลุหมื่นล้านบาทได้ไม่ยาก
คนที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกระทรวงพลังงานที่ดูกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และควักเงินจ่ายชดเชยน้ำมันดีเซล ก็หลังแอ่นขึ้นทุกวัน จนเริ่มงอแงออกข่าวเช้าเย็นว่าเงินจะหมดหน้าตักอุ้มราคาน้ำมันดีเซลได้แค่เดือน มี.ค. อยากให้รัฐบาลใช้มาตรการอื่นมาดูแลช่วยแบ่งเบาภาระกันบ้าง
โดยกระทรวงพลังงานเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่
1.ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง จากขณะนี้เก็บสูงถึง 5.30 บาทต่อลิตร
2.ปรับเพิ่มเพดานการชดเชยน้ำมันดีเซลจาก 30 บาทต่อลิตร
3.หากไม่เลือก 2 แนวทางแรก ก็ต้องกู้เงินมาโปะกองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ชดเชยราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรต่อไป
ก็ถือว่าข้อเสนอของกระทรวงพลังงานทำเอานโยบายอุ้มน้ำมันของรัฐบาลวงแทบแตก ต้องมีการเรียกเคลียร์ใจจับเข่าคุยกันระหว่างนายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน และ รมว.คลัง เพื่อไม่ให้คนสับสนว่านโยบายนี้กำลังจะสิ้นใจ
แม้ว่าหลังจับเข่าคุยกัน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะออกมายืนยันว่าเงินกองทุนน้ำมันฯ ยังเหลือแบบสุทธิไม่มีภาระติดตัวถึง 2 หมื่นล้านบาท ดูแลราคาน้ำมันดีเซลได้สบายๆ ไปถึงเดือน เม.ย.นี้ ตามที่นายกฯ ให้สัญญาไว้
แต่ว่าทางเลือกของกระทรวงพลังงานที่โยนมากลางวงผ่านสื่อ ก็ไม่ได้ถูกทิ้ง แต่นายกรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานเก็บไปทำการบ้าน ในยามเข้าตาจนไม่มีทางเลือกจะได้หยิบขึ้นมาใช้
เมื่อพิจารณาทางเลือกแต่ละทาง พบว่าเข้าเนื้อเสียคะแนนเสียงรัฐบาลทั้งนั้น
เริ่มตั้งแต่การลดภาษีสรรพสามิต เพราะการลดภาษีลง 1 บาท ทำให้ภาษีเข้ารัฐหายไปปีละ 1.9 หมื่นล้านบาท หากลดภาษีให้ทั้งหมด 5.30 บาท ภาษีก็หายไป 1 แสนล้านบาท ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที คือ การทำงบสมดุลของรัฐบาล 5 ปี ก็ลืมไปได้เลย ไม่มีทางทำได้ตามที่ตีฆ้องร้องป่าวอย่างแน่นอน
ประเด็นที่น่าคิดตามมา การลดภาษีน้ำมันสวนกระแสราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นไม่ลืมหูลืมตาจากปัญหาการเมืองในตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก โดยเฉพาะในประเทศลิเบียที่ทำท่าจะยืดเยื้ออีกนาน และยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าหลังจากนี้จะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายในส่วนอื่นของตะวันออกกลางหรือของโลก ที่เป็นตัวช็อกทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปอีก
ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันมีแต่พุ่ง ไม่มีลง ภาษีที่ลดไปก็ไม่มีวันกลับขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
ซึ่งรัฐบาลต้องคิดหนักว่าคงไม่โชคดีเหมือนครั้งที่ผ่านมา ที่รัฐบาลนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ลดภาษีน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันพุ่งจาก 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปแตะถึง 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังจากนั้นราคาน้ำมันก็ดิ่งมาอยู่ที่เดิม ทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ปรับขึ้นภาษีไปเหมือนเดิมได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่หากคราวนี้เห็นทีโชคจะช่วยได้ยาก ทำให้รัฐบาลไม่เลือกการลดภาษีน้ำมันเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน เพราะการลดภาษีทีละบาทสองบาทก็ไม่โดนใจคน การจะเทให้หมดหน้าตักก็มีปัญหาลดแล้วหาทางขึ้นไม่ได้ ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหาตามมา คราวนี้พังกันทั้งประเทศอย่างแน่นอน
นี่ยังไม่รวมถึงความไม่เป็นธรรมสองมาตรฐาน หากลดภาษีน้ำมันดีเซล คนที่ใช้น้ำมันเบนซินก็ต้องถามหาความเป็นธรรม ทำไมไม่ลดให้ฉันบ้าง เพราะทุกวันนี้คนที่ใช้น้ำมันเบนซินโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ถูกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ไปชดเชยให้ดีเซล ราคาก็พุ่งผ่าน 35 บาทต่อลิตร จะไปแตะ 40 บาทต่อลิตรอยู่แล้ว
พอถึงคราวลดภาษีก็ไม่ได้กับเขา ส่วนจะเหมาว่าลดภาษีดีเซลเพราะเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้รถกระบะเติมน้ำมันดีเซลเป็นรถนั่งวิ่งทำงาน หรือวิ่งเที่ยวกินลมชมเมืองกันเกลื่อนเมือง
เรื่องอย่างนี้รัฐบาลก็ต้องคิดให้ตก ได้ใจอีกกลุ่มแต่เสียคะแนนอีกกลุ่ม จะได้คุ้มเสียหรือไม่ ส่วนเรื่องจะเป็นเจ้าพ่อบุญทุ่มแจกแหลกลดให้หมด เลิกฝันไปได้เลย รัฐบาลไม่เอาคอขึ้นเขียงอย่างแน่นอน
สำหรับทางเลือกที่ 2 การขยับราคาชดเชยให้สูงขึ้นจาก 30 บาทต่อลิตร เช่น เป็น 32 หรือ 34 บาทต่อลิตร เพื่อลดการชดเชยให้ลดน้อยลง ขณะเดียวกันจะทำให้การชดเชยทำได้ยาวขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปลดภาษีน้ำมัน
ในทางเลือกนี้ดูน่าจะเป็นไปได้กว่าการขึ้นภาษีอยู่มาก การขยับราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 32 หรือ 34 บาทต่อลิตร จะส่งผลดีทำให้ผู้ใช้น้ำมันประหยัดขึ้น
แต่ข้อเสียของรัฐบาลที่ต้องการรักษาคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้งไว้ให้มากที่สุด ก็คือราคาสินค้าจะขยับขึ้นตามราคาน้ำมัน
ที่ซ้ำร้ายหากขยับเพดานน้ำมันหลายครั้งหลายหยัก ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ขายตั้งแต่รายใหญ่จนรายย่อยรากหญ้า หาข้ออ้างขึ้นราคาสินค้าได้ทุกครั้ง หากเข้าล็อกนี้รัฐบาลคงไม่กล้าเสี่ยงเลือกวิธีนี้ เพราะนอกจากโดนด่าระงมว่าของแพง เศรษฐกิจเองก็จะมีปัญหาเงินเฟ้อสูง
ก็เหลือทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลทำได้ คือ การกู้เงินมาโปะกองทุนน้ำมันฯ เหมือนที่รัฐบาลทักษิณทำมาแล้ว เพราะเป็นช่องทางเดียวที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยที่ไม่ต้องไปลดภาษีน้ำมันให้ประเทศถังแตก
ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลกล้ากลืนน้ำลายตัวเองหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ รมว.คลัง ปฏิเสธแนวทางนี้มาตลอด พร้อมสำทับกลับว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เดินตามรอยเท้ารัฐบาลทักษิณ พาประเทศจมกองหนี้น้ำมันเกือบแสนล้านบาทอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ทางออกทั้งหลายทั้งปวงมีตัวกำหนดที่สำคัญ คือ การเมือง การเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นเมื่อไร เพราะหากรัฐบาลอยู่ถึงเดือนเม.ย.นี้ โยกย้ายใหญ่ข้าราชการกลางปีทิ้งทวนยุบสภาเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก
เพราะรัฐบาลดีดลูกคิด ขูดเงินก้นถังกองทุนน้ำมันฯ แล้ว ยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลได้ถึงเดือน ก.ค.นี้ หากยุบสภาเดือน เม.ย. กว่าจะถึงเดือน ก.ค. ก็เลือกตั้งเสร็จได้รัฐบาลใหม่แล้ว หากรัฐบาลได้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง ก็ค่อยคิดอีกทีว่าจะโยกย้ายถ่ายเทเงินตรงไหนอุ้มราคาน้ำมันดีเซลกันต่อไป
แต่หากฝ่ายตรงข้ามได้เป็นรัฐบาล ก็เป็นบุญกรรมของฝ่ายตรงข้ามว่าจะลุยไฟอุ้มราคาน้ำมันให้รอดตลอดถึงฝั่งไปได้อย่างไร
ซึ่งรับรองว่าใครมาเป็นรัฐบาลหน้าปัญหาราคาน้ำมัน เป็นเหมือนกองเพลิงที่วิ่งหนีไม่พ้นทั้งนั้น







