
ครม.ซื้อเวลาขยาย1เดือนถกค่ายมือถือ
ครม.ยื้อเวลาเจรจาสัมปทานมือถือไปอีก 1 เดือน หลัง 15 วันไม่จบคืบหน้าเพียง 60%
ครม.ยื้อเวลาเจรจาสัมปทานมือถือไปอีก 1 เดือน หลัง 15 วันไม่จบคืบหน้าเพียง 60%
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ขยายเวลาเจรจากับคู่สัญญาที่ได้รับสัมปทานบริการคลื่นความถี่ในกรณีขอให้คู่สัญญากลับไปใช้สัญญาเดิมตามมาตรา 22 ออกไปอีก 1 เดือน จากที่เคยมีมติให้เจรจาแล้วเสร็จภายใน 15 วัน
ด้านนางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า คณะกรรมการเจรจาฯ จะเร่งเจรจาให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ โดยขณะนี้คืบหน้าแล้ว 60%
ทั้งนี้ การเจรจาที่ล่าช้าเป็นผลจากการที่คณะกรรมการเจรจาฯ ต้องพิจารณารายละเอียดที่มีข้อมูลจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ โดยจะไม่มีการเจรจาในประเด็นที่นอกเหนือจากอำนาจ เช่น การขยายอายุสัมปทาน หรือขยายคลื่นความถี่ต่างๆ
สำหรับกรณีที่มีคู่สัญญาที่ได้รับสัมปทานบริการคลื่นความถี่รายหนึ่งละเมิดเงื่อนไขสัญญา และที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรณีดังกล่าวได้หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น นางจีราวรรณ กล่าวว่า การหมดอายุสัญญาเมื่อไรนั้นขึ้นอยู่กับการตีความทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่แล้วแต่ใครจะตีความอย่างไร โดยไอซีทีถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของศาลปกครองที่มีอายุความ 5 ปี จึงยืนยันที่จะพิจารณาต่อ และทุกเรื่องจะต้องจบบนโต๊ะเจรจา
นอกจากนี้ ทางไอซีที ยังได้รายงานต่อที่ประชุมครม.ถึงกรณีความคืบหน้าของบัตรประชาชนอิเล็คทรอนิกส์ หรือสมาร์ทการ์ด ว่าภายในเดือนมี.ค.นี้ จะมีบัตรสมาร์ดการ์ดผลิตออกมาทั้งหมด 1.5 ล้านใบ ในเดือนเม.ษ.อีก 1.5 ล้านใบ รวมแล้วในเดือนพ.ค.จะมีบัตรที่แล้วเสร็จทั้งหมด 4 ล้านใบ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำในที่ประชุมครม.ว่าให้เร่งรัดให้ประชาชนได้ใช้บัตรสมาร์ทการ์ดได้จริงในเวลาที่เร็วที่สุด
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า การขยายระยะเวลาของคณะกรรมการเจรจาฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการเจรจาแต่อย่างใด ส่วนที่จะมีการหยิบยกเรื่องเอไอเอสไปเป็นประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น เอไอเอสขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล รวมถึงไม่มีฝ่ายใดประสานงานเข้ามาเพื่อขอข้อมูลสนับสนุนแต่อย่างใด “บริษัทเป็นเพียงเอกชนรายหนึ่ง ถ้าประเด็นของบริษัทใครจะนำไปใช้เพื่อการโจมตี เอไอเอสก็ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับใคร และยังคงเดินหน้าตามแผนธุรกิจ โดยปีนี้พร้อมที่จะลงทุนมากกว่าปีที่ผ่านมา
นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า หลังจากทรูได้ยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการไปแล้ว ก็ไม่มีความคืบหน้าหรือการประสานงานจากทางคณะกรรมการว่าจะเรียกประชุมเพื่อหาข้อสรุปแต่อย่างใด







