
กดปุ่มขยับดบ.
กนง.ถกวันนี้สกัดของแพง‘หม่อมอุ๋ย’ค้านกระทบธุรกิจรายย่อยตาย กนง.ถกขึ้นดอกเบี้ย สกัดเงินเฟ้อ “หม่อมอุ๋ย” ค้านหวั่นเอสเอ็มอีตายหมด
กนง.ถกวันนี้สกัดของแพง‘หม่อมอุ๋ย’ค้านกระทบธุรกิจรายย่อยตาย กนง.ถกขึ้นดอกเบี้ย สกัดเงินเฟ้อ “หม่อมอุ๋ย” ค้านหวั่นเอสเอ็มอีตายหมด
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วันที่ 9 มี.ค. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประชุมในเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะต้องดูว่า กนง.จะมองทิศทางเงินเฟ้ออย่างไร
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง”เศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย” ว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 9 มี.ค.นี้ เท่าที่ติดตามดูปัจจัยต่างๆยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนั ก โดยปัจจัยด้านเงินเฟ้อสูง ยังเป็นแรงกดดันสำคัญในการพิจารณาดอกเบี้ยอยู่ต่อไป
“การพิจารณาดอกเบี้ยของกนง.พรุ่งนี้จะดูปัจจัยต่างๆประกอบการพิจารณาให้รอบครอบ แต่เท่าที่ดูตอนนี้ปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก และเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา” นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า ถึงในช่วงนี้แรงกดดันเงินเฟ้อจะสูงต่อเนื่อง จากราคาน้ำมัน ราคาสินค้า และความต้องการสินค้าที่สูงขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ธปท.ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธปท.ตกลงไว้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งตั้งเป้าว่าปีนี้จะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ระดับ 0.53% โดยธปท.จะดูแลให้อยู่ในกรอบต่อไป เพราะหากในสถานการณ์เช่นนี้ที่มีผู้ประกอบการและประชาชนคาดการณ์เงินเฟ้อสูงอยู่แล้ว แต่ผู้ดูแลอย่างธปท.มาขยับกรอบเงินเฟ้อขึ้นไปอีกคงไม่เหมาะสม เพราะจะยิ่งไปทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นและทำให้มีการคาดการณ์เงินเฟ้อสูงมากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า แนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ในปีนี้ และปีหน้าน่าจะยังเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิ เนื่องจากไทยยังเกินดุลการค้าและมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านนักลงทุนจะกังวลกับภาวะเงินทุนไหลออก เพราะความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯบ้างก็ตาม แต่ปริมาณเงินทุนไหลออกยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยไหลออกจากตลาดหุ้น แต่ในตลาดพันธบัตร(บอนด์) รวมทั้งการลงทุนโดยตรงยังเงินทุนยังไหลเข้าต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ การฟื้นตัวที่เปราะปางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ภาครัฐและการรัดเข็มขัดทางการคลังของประเทศในยุโรป ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐและในเอเซีย การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศเองด้วย
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานวานนี้ว่า จากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 20% ภายในข่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้เอเชียต้องเผชิญหน้ากับภาวะช็อคต่อราคาน้ำมัน และจะยิ่งเป็นอันตรายต่อปัญหาเงินเฟ้ออีกด้วย ซึ่งธนาคารกลางของหลายประเทศอาจจะต้องใช้มาตรการการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหา
รายงานของบลูมเบิร์ก อ้าง การสำรวจนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารกลางเกาหลีใต้จะประกาศขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ที่ 0.25% เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น เช่นเดียวกับมาเลเซีย ที่คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน
การสำรวจของบลูมเบิร์กยังระบุด้วยว่า เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐยังคงยืนนโยบายดอกเบี้ยที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ซึ่งจะยังทำให้ค่าเงินในเอเชียสกุลต่างๆจะอยู่ในทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐต่อไปด้วย
“ค่าเงินเอเชียจะยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐในปีนี้ อันเป็นผลมาจากดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นในเอเชีย" นาย วิศนุ วราธัน นักเศรษฐศาสตร์จากกองทันแคบปิตัล อิโคโนมิคส์ ในสิงคโรป์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กลับเห็นว่า เนื่องจากเศรษฐกิจของหลายประเทศเอเชียยังคงมีความแข็งแกร่งและจะสามารถต้านทายจากผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วได้
นายประสาร กล่าวว่า กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเหมือนสัญญาที่ผูกพันไว้แล้ว ซึ่ง ธปท.จะพยายามรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย 0.53% แม้เงินเฟ้อจะเกิดจากต้นทุนดันแต่มีปัจจัยหลายด้านทั้งจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้น และการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวได้ดี
นายประสาร กล่าวว่า ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจจีนและอินเดีย ประเทศในละตินอเมริกา และเอเชีย ที่เศรษฐกิจเติบโตมาก และมีการขยายตัวต่อเนื่องถึงปีนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว แม้ว่าจะยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ควรจะเป็นก็ตาม
นอกจากนี้ สภาพคล่องในตลาดการเงินโลก และสภาพคล่องในประเทศก็อยู่ในระดับสูง ทำให้มีการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ทั้งตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้ง และสร้างความเชื่อมั่นว่าต้นทุนจะไม่เพิ่มขึ้น
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร กล่าวว่า คาดว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นมากนั้นจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และอาจจะทำให้ความต้องการสินค้าลดลง ซึ่งราคาน้ำมันเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นการปรับขึ้นไปถึงระดับเท่าใด และเป็นการปรับขึ้นชั่วคราวหรือถาวร
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า บล.ภัทร จะมีการทบทวนอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศและการคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 54 จากที่เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตราว 3.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3% แต่ขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งมองว่าหากราคาน้ำมันสูงไปถึง 140150 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลก็จะเป็นระดับที่สร้างปัญหาต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รวมทั้งยังเป็นอดีตผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า มาตรการต่าง ๆ ในการดูแลค่าเงินบาทจะต้องทำให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งเงินสกุลเอเชียที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยคือดอลลาร์ฮ่องกง และหยวนก็เปลี่ยนแปลงน้อยมาก ขณะเงินบาทช่วง 45 เดือนเปลียนแปลงไม่มากเช่นกัน อาจมีการอ่อนค่าลงบ้างเล็กน้อย สะท้อนว่าธปท.ใช้นโยบายที่ถูกต้อง ซึ่งหวังว่าจะดูแลได้ดีต่อไป
อย่างไรก็ตาม ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้เสนอ 3 แนวทางดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาวเพื่อให้ค่าเงินในเอเชียเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะต้องเป็นความร่วมมือของสกุลเงินในเอเชีย แนวทางแรก คือ ดำเนินนโยบายตามระบบการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของจีนในลักษณะ exchange rate marketing ซึ่งจีนไม่ได้กำหนดค่าเงินคงที่ แต่มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าทุก 6 เดือน ซึ่งเป็นการทยอยแข็งค่า แนวทางดังกล่าวมองว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะดำเนินการ แต่มีปัญหาว่าผู้ว่าธนาคารกลางแต่ละประเทศจะมีความร่วมมือกันได้หรือไม่
ทั้งนี้ แนวทางแรกจะนำไปสู่แนวทางที่ 2 คือการรวมเงินเป็นสกุลเงินเดียวกันในภูมิภาค หรือ currency unit แต่มองว่าเป็นแนวทางที่ทำได้ยาก ที่ผ่านมามีบทเรียนให้เห็นแล้ว คือประเทศในยุโรปที่มีการรวมตัวใช้สกุลเงินยูโร และ แนวทางที่ 3 การใช้สกุลเงินอาเซียนเป็นสกุลเงินอ้างอิง คือ asean currency unit โดยให้แต่ละประเทศประกาศค่าเงินของตัวเอง เพื่อกำหนดค่าเงินสกุลอาเซียนเป็นสกุลอ้างอิง ซึ่งอาจจะมีการกำหนดใช้ทุก 1 ปีแล้วจึงมีการทบทวน ประเทศต่าง ๆ จะต้องหารือร่วมกันทุก 1 ปี เพื่อดูผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องดุลการค้าและเรื่องอื่น ๆ ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำให้ค่าเงินของภูมิภาคอาเซียนมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้จะเกิดจากต้นทุนดัน ไม่ใช่จากการใช้จ่ายมากจนทำให้เศรษฐกิจร้อนแรง
ดังนั้น หากใช้นโยบายดอกเบี้ยกดดันให้เงินเฟ้อลดลงก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวแล้ว แต่ไม่ได้ฟื้นตัวเท่ากันทั้งหมดทุกภาคส่วน จะเห็นได้ว่าบริษัทขนาดใหญ่ฟื้นตัวแล้ว แต่บริษัทขนาดเล็กยังไม่ฟื้น จึงควรจะใช้มาตรการที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเข้ามาสกัดเงินเฟ้อ เช่นที่ผ่านมาเคยมีการนำมาตรการเฉพาะเพื่อควบคุมสินเชื่อป้องกันฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์
“การแก้ไขเงินเฟ้อต้องแก้ให้ตรงจุด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรายย่อย เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เท่ากัน หากเงินเฟ้อสูงถึง 78% ก็พร้อมสนับสนุนให้ใช้ดอกเบี้ยแก้ แต่เงินเฟ้อตอนนี้ยังไม่สูงมาก หรืออาจจะมีการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อขึ้นไปอีก เพราะห่วงภาพเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวจริงจะถูกมาตรการดอกเบี้ยกดดันได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว







