
สุขแท้..สงขลา‏
ในช่วง เข้าสู่ปิดภาคเรียน ทำให้เด็ก ๆ และเยาวชนในหลายพื้นที่ต่างหากิจกรรมที่แต่ละคนสนใจ เพื่อร่วมเรียนรู้ ทั้งการเรียนพิเศษ เข้าค่ายกีฬา คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รวมตัวกันใน "โครงการปลุกการตื่นรู้เพื่อดูแลกันและกัน"
ในช่วง เข้าสู่ปิดภาคเรียน ทำให้เด็ก ๆ และเยาวชนในหลายพื้นที่ต่างหากิจกรรมที่แต่ละคนสนใจ เพื่อร่วมเรียนรู้ ทั้งการเรียนพิเศษ เข้าค่ายกีฬา คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รวมตัวกันใน "โครงการปลุกการตื่นรู้เพื่อดูแลกันและกัน"
ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเยาวชนทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา กว่า 20 คน ในจังหวัดสงขลาและใกล้เคียง ร่วมศึกษาวิถีชีวิต รวมถึงการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตจากการพึ่งพาตนเอง ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา เครือข่ายพุทธิกา เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
โดย 1 วันของกิจกรรม เด็ก ๆ เหล่านี้ร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นใน พื้นที่ หมู่ 2 ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา
หนึ่งในกิจกรรมที่สร้างความตื่นรู้ให้แก่เด็ก ๆ คือการลงเก็บข้าวในนาโยน ซึ่งเป็นแปลงกสิกรรมไร้สารพิษ ของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเด็ก ๆ ได้ร่วมกันการเก็บข้าวด้วย"แกระ" ซึ่งเป็น อุปกรณ์การเก็บข้าวโบราณที่หาชมได้ยาก ชาวนาไม่ค่อยนิยมใช้ โดยเด็ก ๆ ได้ร่วมกันเก็บข้าวในแปลงนา และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้ซึ้งว่าชาวนาลำบากและเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะได้ข้าวสักรวง สักเม็ด
นายอภินันท์ หอจตุรพิธพร นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนแสงทองวิทยา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สะท้อนว่าทันทีที่เท้าลงสัมผัสนาข้าวก็รับรู้ถึงความเหนื่อยยากของชาวนา กว่าจะเก็บเกี่ยวข้างได้สักรวม ต้องถูก แกระ บาดนิ้ว ใบข้าวบาดตัวมือและแขน และรู้ซึ้งถึงคำว่าเปรียบเทียบชาวนาที่ว่า"หลังสู้ ฟ้า หน้าสู้ดิน"ได้เป็นอย่างดี หลัง จากนี้ไปก็จะนำความเหนื่อยยากของชาวนาไปถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ได้ร่วมรับรู้ และตักข้าวแต่ละจานสำหรับพอกิน ไม่เหลือทิ้ง
เช่นเดียว กับ ด.ช.พิชญุตม์ สงวนเขียว นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนตราษตระการคุณ จ.ตราด ซึ่งมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้บอกว่ารู้สึกเหนื่อยกับการเก็บข้าวในครั้งนี้ มาก ตามปกติหากไม่มาร่วมในกิจกรรมนี้ก็คงจะอ่านหนังสือ หรือเล่นเกมส์อยู่ที่บ้าน ถือว่ามาทำกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับประโยชน์อย่างมาก ทั้งการทำนา การรับรู้วิถีชีวิตของชาวคาบสมุทรสทิงพระ ที่มีนา ทะเล และต้นตาลโตนด
นางปรียา แก้วพิมล อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถ่ายทอดวิถีชีวิตในโครงการนี้บอกว่า เด็ก ๆ ที่ร่วมเดินทางมานั้น เป็นเด็ก ๆ จากหลายพื้นที่ ที่ไม่เคยได้สัมผัสวิถีชีวิตชนบท จึงได้ร่วมกันจัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสและเรียนรู้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง โดยไม่อิงกระแสสังคมตะวันตกมากเกินไป มีความเพียรในตัวเอง สามารถพึ่งพาและใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ด้วยตัวเองได้ ซึ่งเด็กๆที่เข้าร่วมโครงการต่างเรียนรู้อย่างสนุกสนาน และถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่หาไม่ได้ง่าย ๆ
"นอกจาก การเรียนรู้วิถีชีวิตชนบทแล้ว ยังมีสอดแทรกการใช้ชีวิตโดยใช้พลังบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ การให้ความรู้จากเกษตรกรตัวจริง ที่ทำเกษตรกรรมปลอดสารพิษ สามารถปลูกทุกอย่าง ทำของใช้ในชีวิตประจำวันใช้เองได้ โดยไม่ต้องซื้อหา ทั้งการทำนา ปลูกผัก ทำปุ๋ยหมัก น้ำยาล้างจาน สารขับไล่แมลง ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้มีภาระต้นทุนสูงแล้ว ยังปลอดสารพิษ ทำให้ปลอดโรคภัย อายุยืนยาวอีกด้วย"นางปรียากล่าว
ในขณะที่ นายสุวินัย หนูยัง เจ้าของแปลงนาโยน กสิกรรมไร่สารพิษบอกว่า เหตุที่ได้ผันตัวเองกลับไปสู่การทำกสิกรรมไร้สารพิษนั้น เพราะเห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการทำนากุ้ง ที่ได้ลงทุนเลี้ยงกุ้ง เพื่อธุรกิจมาก่อนหน้านี้ ทำให้สิ่งแวดล้อมในชุมชนได้รับผลกระทบ ในขณะที่ตัวเองก็มีปัญหาด้านสุขภาพ เพราะต้องโหมทำงาน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีไม่ได้ ทำให้หันกลับมามองว่าจริง ๆ เราสามารถใช้ชีวิต ทำกสิกรรมโดยไม่พึ่งพาสารเคมีได้ จึงเริ่มลงมือทำนาโยนมาเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำนาโยน เป็นการเพาะเมล็ดต้นข้าวก่อน จากนั้นก็จะนำต้น กล้าที่ได้โยนลงในนา ซึ่งจะไม่ใช้สารเคมีในแปลงนา เหล่านี้ ทำนาโยน 2 ไร่ แต่ได้ผลผลิตประมาณ 1,500 กก. ในขณะที่ทำนาด้วยการปักดำ หรือ หว่านและใช้สารเคมี นั้นจะได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 200 กก.เท่านั้น โดยขณะ นี้มีชาวนาในพื้นที่จำนวนมากให้ความสนใจ หันมาปลูกข้าวนาโยนปลอดสารพิษ โดยใช้พันธุ์ข้าวของท้องถิ่น ส่วนใหญ่ทำนาไว้รับประทานในครัวเรือนเมื่อเหลือจึงส่งขาย
ตลอดทั้งวันเด็ก ๆ ยังได้ลองชิมน้ำตาลสด ที่เกษตรกรเก็บน้ำตาลสดมาจากต้นตาลโตนด ที่มีอยู่ตามคันนาจำนวนมาก ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของ ชาวคาบสมุทรสทิงพระ จากนั้นต้องมาผ่านกระบวนการต้มจนหอม ให้เด็ก ๆ ได้ชิม ด้วยกระบวนการง่าย ๆ ตามวิถีชีวิตของท้องถิ่น และ ยังได้ลองชิมอาหารมังสวิรัติ ที่เป็นหนึ่งในการดูแลสุขภาพป้องกันโรค ที่เป็นศาสตร์อีกอย่างที่เด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้เรียนรู้
แม้จะเป็น ระยะเวลาสั้น ๆ ของการที่เด็กในเมืองแปรสภาพมาทดลองใช้ชีวิตในชนบท เป็นอีกวิถีหนึ่ง ที่เด็ก ๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ เป็นประสบการณ์ที่ได้ จากนอกห้องเรียน ที่ทำให้เด็ก ๆ กลุ่มนี้ตื่นรู้ สนใจผู้อื่น คนรอบข้างมากกว่าตัวเอง เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จัก แบ่งปัน เผื่อแผ่ มีความสามัคคี โดยเด็ก ๆ กลุ่มนี้บอกว่าจะนำประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ไปถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างพอเพียง ตาม แนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว







