posttoday
การค้าหรือการฆ่า

การค้าหรือการฆ่า

06 มีนาคม 2554

ระบบการค้าขายของประเทศไทยที่ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่อย่างนี้ ส่วนหนึ่งคงจะต้องโทษนโยบายของรัฐและสันดานที่ไม่ดีของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย.....

ระบบการค้าขายของประเทศไทยที่ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่อย่างนี้ ส่วนหนึ่งคงจะต้องโทษนโยบายของรัฐและสันดานที่ไม่ดีของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย.....

โดย...ทวีสุรฤทธิกุล

เพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งเป็นข้าราชการอยู่กระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันนี้มีตำแหน่งสูงลิ่ว น้องๆ ปลัดกระทรวง เคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ก็เคยไล่จับพวกพ่อค้าที่กักตุนสินค้าหรือขายสินค้าเกินราคา ซึ่งเหมือนการเล่น “เอาล่อเอาเถิด” คือทั้งเหนื่อยทั้งสนุก

ทุกวันนี้กระทรวงนี้ก็ยังเล่นเกมเดิมๆ นี้กับพ่อค้า จึงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะว่าพวกเขายังสนุกกันอยู่ หรือไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย|กันแน่?

การกักตุนสินค้าเป็นวิธีการทำมาหากินของพ่อค้าที่มีมาแต่โบราณ ที่เป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานที่บอกว่า “ความต้องการมาก สินค้าน้อย ราคาจะแพง แต่ถ้าความต้องการน้อย สินค้ามาก ราคาจะถูก” ซึ่งการกักตุนจะทำให้สินค้า (ที่ปล่อยสู่ท้องตลาด) มีปริมาณลดลง ในขณะที่ความต้องการไม่ได้ลดลง จึงมีผลในทางเสริมให้ความต้องการมีความเพิ่มขึ้น ราคาจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ และถ้าพ่อค้ามีสันดานไม่ดีด้วยแล้ว ราคาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาโหด

พ่อค้ามีกำไรร่ำรวยเหลือล้น แต่ผู้คนต้องล้มตายเพราะสันดานเลวๆ นี้อย่างน่าอนาถ !

การค้าหรือการฆ่า

พ่อแม่ของผู้เขียนเติบโตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเล่าให้ฟังถึง “โศกนาฏกรรม” อันเป็นผลจากพวกพ่อค้าชั่วๆ ที่ชอบกักตุนสินค้าว่า แค่ข้าวของเครื่องใช้แม้จะมีราคาแพงก็พอจะหาสิ่งต่างๆ มาทดแทนกันได้ เช่น กินเผือกมันหรือเอาหัวกลอยมาสับผสมข้าวต้ม (เพราะการต้มข้าวจะได้ปริมาณสำหรับรับประทานมากกว่าการหุงตามปกติ) หรือเอาขี้เถ้าแช่น้ำใช้ซักผ้าแทนสบู่ (สมัยนั้นยังไม่มีผงซักฟอก) ก็ไม่ถึงกับทุกข์ทรมานอะไรมากนัก

แต่การกักตุนที่ถือว่า “ไร้มนุษยธรรม|สิ้นดี” ก็คือการกักตุนยารักษาโรคที่มีผลโดยตรงต่อจำนวนคนตาย อันเนื่องมาจากความคิดที่ “เอาแต่ได้” ของพ่อค้า “หินชาติ” เหล่านั้น เพราะแม้แต่โรคที่รักษาได้ง่ายๆ อย่างปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีดบาดเป็นแผล แต่พอขาดยาฆ่าเชื้อที่ต้องใช้ยาฝรั่งก็ต้องล้มตาย แม้ว่าจะไปหาหมอได้ทัน แต่ว่าไม่มียาจะรักษา

หลายคนต้องรักษากันตามมีตามเกิด หรือไม่ก็ใช้ “ยาผีบอก” ที่ก็เป็นไปตามผีบอกจริงๆ คือ บอกให้ไปอยู่ด้วยกันในเมืองผี !

ครั้งรัฐบาลจอมพลถนอมมีปัญหาข้าวและน้ำตาลขาดแคลน ผู้เขียนยังเคยไปยืนเข้าคิวเพื่อซื้อข้าวสารที่รัฐบาลมาปันขายให้
คนละ 2 กิโลกรัม จนต้องขาดโรงเรียนอยู่หลายครั้ง แต่ที่น่าเศร้าใจไปกว่านั้นก็คือ รัฐบาลจับพ่อค้าที่กักตุนข้าวสารและน้ำตาลได้ แต่ต้องปล่อยตัวไปเพราะ “หลักฐานไม่เพียงพอ” (ทั้งที่จับได้ในโกดัง) หรืออาจจะเป็นเพราะเขามี “หลักทรัพย์มากพอ”

อีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านมากก็คือการกักตุนน้ำมัน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันพืช โดยที่น้ำมันเชื้อเพลิงก็มีพฤติการณ์ที่ดีขึ้นบ้าง เพราะแต่ก่อนที่ราคาน้ำมันยังไม่ลอยตัว พวกพ่อค้าจะได้ข้อมูลวงในจากข้าราชการเลวๆ (ที่ซื้อตัวไว้) ว่ารัฐบาลจะขึ้นราคาน้ำมันเมื่อไหร่ (หรือบางทีก็พวกพ่อค้านี่แหละที่ไปล็อบบี้ให้รัฐบาลขึ้นราคา) ก็จะปล่อยน้ำมันเข้าสู่ปั๊มน้อยๆ และปั๊มน้ำมันเองก็จะประกาศว่าน้ำมัน (สต๊อกเก่านั้น) หมด เพื่อรอราคาใหม่ในวันรุ่งขึ้น ปัจจุบันนี้น้ำมันลอยตัว การหากินวิธีนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ก็เป็นเรื่องความเลวทรามของปั๊มบางปั๊ม

ส่วนน้ำมันพืชที่เริ่มจากน้ำมันปาล์มก็เพิ่งจะมามีปัญหาเมื่อเดือนก่อน ว่ากันไปตามปกติก็เป็นเรื่องของผลผลิตที่เป็นวัตถุดิบลดลงเนื่องด้วยเจออุทกภัย แต่ที่ไม่ปกติก็คือการสมคบกันระหว่างพ่อค้ากับนักการเมืองในการที่จะกักตุนเสบียงกรังเพื่อการเลือกตั้งและแสวงหาประโยชน์จากรัฐบาล แต่ที่เลวร้ายก็คือกำลังจะลามไปถึงน้ำมันพืชอื่นๆ อย่างถั่วเหลืองและ|รำข้าว ที่ทำท่าว่าจะขอปรับราคาขึ้นในระดับที่น่าตกใจ

ผู้เขียนเคยไปช่วยราชการอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรีในช่วง พ.ศ. 2531-2533 และ 2538 เคยขอความรู้ในเรื่องนี้จากผู้บริหารในกระทรวงอยู่หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่สนใจและถามไปก็คือ “ทำไมต้องควบคุมราคาสินค้า?”

คำตอบหนึ่งที่ได้รับก็คือ “เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เขาทำกันอย่างนี้มานานแล้ว”

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ นายใหญ่เครือซีพี ได้ไปพูดในการสัมมนา ณ ที่แห่งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วสื่อมวลชนก็ได้นำเสนอเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า ราคาสินค้าไม่จำเป็นต้องไปควบคุม ถ้ามันแพงก็เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้คน เขาก็มีเงินที่จะไปซื้อหามาได้ หรือถ้ามันแพงเกินไป คนเราทุกวันนี้ฉลาดขึ้น เขาก็ไม่ซื้อสินค้าที่แพง “แบบไร้เหตุผล” นั่นเอง

ครั้งที่ผู้เขียนอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณากฎหมายค้าปลีกฉบับที่กระทรวงพาณิชย์เสนอที่ค้างสภามาหลายสภา (และในที่สุดก็ค้างต่อไปเพราะหมดอายุสภาชุดนั้น แม้ในทุกวันนี้ก็ยังออกไม่ได้ เพราะยังมีการคัดง้างกันใน “ระดับนโยบาย”) ได้อภิปรายและแสดงความเห็นทั้งในและนอกที่ประชุมว่าการควบคุมจะนำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลายตามมา

เหตุผลก็คือ “ความอยุติธรรม” ในการใช้อำนาจ (ที่มีกฎหมายรองรับ) ของผู้กำกับนโยบาย คือรัฐบาลและรัฐมนตรีดังที่ปรากฏให้เห็นเสมอมาในระบบการเมืองไทย กล่าวคือ มีการเลือกที่รักมักที่ชัง หรือที่เรียกกันว่า “การเล่นพรรคเล่นพวก” โดยที่นักการเมืองกับพ่อค้ามักจะสมคบกันเพื่อเอื้อประโยชน์กันและกัน โดยไม่สนใจว่าประชาชนคือผู้รับกรรม

ผู้เขียนอยู่ในฝ่ายของคนที่สนับสนุนการค้าเสรีเชิงอุปถัมภ์ คือจะต้องมีจุดมุ่งหมายที่จะอุปถัมภ์หรือเอื้อเฟื้อต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งก็คือประชาชนที่เป็นผู้บริโภคทั้งหลาย ทั้งนี้ก็ต้องเริ่มที่ความเอื้อเฟื้อกันระหว่างพ่อค้านั้นเสียก่อน อย่างเช่น ในการค้าปลีก บริษัทขนาดใหญ่ก็ต้องเข้ามาช่วยยี่ปั๊วซาปั๊วและผู้ค้ารายย่อยหรือโชห่วย แล้วผลดีก็จะตกแก่ผู้บริโภคและสังคมส่วนรวม แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ได้มองเครือข่ายเหล่านี้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูกัน

ผู้เขียนมีเพื่อนระดับบริหารอยู่ในบริษัท เทสโก้ โลตัส เคยถามเขาว่าทำไมจึงไม่ช่วยพวกโชห่วยให้เข้มแข็งขึ้นมาด้วยกัน เขาก็บอกว่าเป็นเพราะรัฐบาลพยายามแยกร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างเทสโก้นี้ออกจากร้านค้าชุมชนและโชห่วย ตามมาด้วยการสร้างกระแสในชุมชนท้องถิ่นให้ต่อต้าน โดยมอมเมาว่าบริษัทค้าปลีกจะมาฮุบหรือทำให้ร้านค้าชุมชนและโชห่วยนั้นสูญพันธุ์

ระบบการค้าขายของประเทศไทยที่ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่อย่างนี้ ส่วนหนึ่งคงจะต้องโทษนโยบายของรัฐและสันดานที่ไม่ดีของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหลายนั้นด้วย โดยเฉพาะนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้า ที่เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะตัวและผลได้เฉพาะหน้า

เขาจะรู้ไหมหนอว่า เขากำลังฆ่าประชาชนและลูกค้าผู้มีพระคุณ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท