posttoday

ในหนังสือ 'เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ'พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์

06 มีนาคม 2554

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติแล้ว รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยอ้างว่าพระองค์ทรงชราภาพแล้ว รัฐบาลจึงได้เสนอให้ตั้งคณะผู้สำเร็จราชการขึ้นมา ประกอบด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติแล้ว รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยอ้างว่าพระองค์ทรงชราภาพแล้ว รัฐบาลจึงได้เสนอให้ตั้งคณะผู้สำเร็จราชการขึ้นมา ประกอบด้วย

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

ในหนังสือ 'เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ'พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติแล้ว รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยอ้างว่าพระองค์ทรงชราภาพแล้ว รัฐบาลจึงได้เสนอให้ตั้งคณะผู้สำเร็จราชการขึ้นมา ประกอบด้วย

1.พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ อดีตราชองครักษ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

2.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา อดีตราชเลขานุการในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

3.มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) อดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้เข้ารับตำแหน่งโดยมติของสภาผู้แทนราษฎร ในเดือน มี.ค. ปี 2477 (นับตามปฏิทินเก่า) มี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ทรงทำหน้าที่เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เหล่านี้ ต่างก็เป็นที่เคารพนับถือและมีความคุ้นเคยเป็นอันดีกับบุคคลสำคัญในคณะราษฎรมาก่อนทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากบันทึกของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ได้กล่าวถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ไว้ในเรื่อง “ความเป็นไปภายในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ไว้ว่า

“ในการพิจารณาพระบรมวงศ์ที่สมควรเป็นประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ปรากฏว่าพระบรมวงศ์ส่วนมากในขณะนั้นได้เสด็จไปประทับอยู่ในต่างประเทศภายหลังกรณีที่เรียกว่า ‘กบฏบวรเดช’ ส่วนที่ยังทรงอยู่ในสยามนอกจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศราฯ ก็มีเจ้านายที่ทรงกรมอยู่องค์หนึ่งคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ซึ่งเป็นโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ซึ่งนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา คุ้นเคยกับท่านเพราะรับราชการเป็นราชองครักษ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยกัน ส่วนข้าพเจ้านั้นพระองค์ท่านทรงรู้จักข้าพเจ้าตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาอยู่ที่ปารีส เมื่อครั้งพระองค์ท่านตามเสด็จ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซึ่งเป็นพระภคินีร่วมพระชนกและพระชนนีของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ เมื่อครั้งสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงทรงไปรักษาพระองค์ในประเทศฝรั่งเศส เสด็จในกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ได้รับสั่งให้ข้าพเจ้านำพระองค์ท่านทัศนาจรกรุงปารีสหลายครั้ง ข้าพเจ้านับถือท่านมากที่ได้เห็นพระจริยวัตรเยี่ยงนักประชาธิปไตย ไม่ทรงถือองค์ว่าเป็นเจ้านายที่สูงศักดิ์ บางครั้งทรงลงพระหัตถ์ทำพระกระยาหารที่ครัวสถานทูตด้วยพระองค์เอง ข้าพเจ้ายังจำได้ว่ามีอาหารเสวยบางอย่างที่โอชะ ซึ่งข้าพเจ้าศึกษาจากพระองค์ โดยรับเป็นผู้ซื้ออาหารสดถวายตามที่ทรงวานแล้วเป็นลูกมือท่านส่วนหนึ่งเท่านั้น

เมื่อนายพันเอกพระยาพหลฯ และข้าพเจ้าไปเฝ้าเสด็จในกรมองค์นั้นเพื่อขอประทานอนุญาตเสนอพระนามท่านต่อสภาผู้แทนราษฎรให้ลงมติเห็นชอบในการแต่งตั้งท่านเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท่านก็ได้ประทานอนุญาต”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์สว่าง จักรพันธุ์ (ศิริวงศ์) พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าออศคาร์นุทิศ เป็นพระนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามพระนามของสมเด็จพระราชาธิบดีออศคาร์ที่ 2 แห่งสวีเดนและนอร์เวย์ เพื่อเป็นที่ระลึกในเหตุการณ์ที่เจ้าชายออสคาร์แบร์นาด็อต พระราชโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีออศคาร์ที่ 2 เสด็จฯ มาทรงเยือนประเทศไทยในปี 2427 ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีฯ ได้เฝ้าฯ รับเสด็จ และได้กราบทูลว่า

I have just had a new son and I shall name him Oscar and should he have a son he shall be called Gustavus

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า เมื่อปี 2436 และเลื่อนพระอิสริยยศ เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า เมื่อปี 2443 ทรงได้รับการเฉลิมพระยศเป็น กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ เมื่อปี 2463

พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ ทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหารร่วมพรรษากับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับราชการทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งราชองครักษ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการในพระองค์ ราชองครักษ์ และองคมนตรี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบตามกฎมณเฑียรบาล ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นพระมหากษัตริย์ สืบพระราชสันตติวงศ์ เป็นพระองค์ที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรี แต่เนื่องจากขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา และกำลังทรงศึกษาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงจำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ประทับอยู่ที่วังบริเวณตำบลสนามกระบือ ใกล้คลองรอบกรุง เป็นวังหนึ่งในจำนวน 6 วังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่สร้างให้กับพระราชนัดดา 6 พระองค์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถนนหลานหลวงในปัจจุบัน

หลังจากที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ทรงดำรงตำแหน่งประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ไม่นาน พระองค์ ก็ทรงปลงพระชนม์พระองค์เองเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2478 เนื่องจากทรงคับแค้นพระทัยที่ถูกอำนาจทางการเมืองในขณะนั้นบีบคั้นกดดันให้ฟ้องร้องดำเนินคดีและดำเนินการริบทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงสละราชสมบัติไปแล้ว อีกทั้งยังมีข่าวลือต่างๆ ด้วยว่าพระองค์ไม่อาจทนต่อการกระทำต่างๆ ของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงบรรดาพระราชวงศ์ทั้งหลาย จนทำให้ทรงกลัดกลุ้มหาทางออกไม่ได้ ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าโอรสของพระองค์เข้าไปใกล้ชิดกับบุคคลที่มีอำนาจในคณะราษฎร ก่อให้เกิดความระแวงแคลงใจต่างๆ นานา ถึงกับมีบัตรสนเท่ห์กล่าวเสียดสีดูแคลนไปถึงการดำรงตำแหน่ง การเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่มีคณะราษฎรสนับสนุนด้วย ดังความตอนหนึ่งที่ปรากฏในความทรงจำของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ว่า

“ข้าพเจ้าจึงรีบมายังกรุงปารีส แล้วได้รับรายงานจากนายพันเอกหลวงอดุลเดชจรัสว่า หลวงอดุลฯ เอง ได้เป็นผู้ทำการชันสูตรพระศพในกรมหมื่นอนุวัตรฯ ปรากฏว่าพระองค์ได้ทรงใช้อาวุธปืนสั้นปลงพระชนม์เอง...สอบสวนพระชายาและคนในวังได้ความว่า ก่อนสิ้นพระชนม์เคยรับสั่งว่า ‘เวลานี้เราจะทำอะไร แม้แต่กระดิกนิ้วก็มีคนว่า’”

จึงนับว่าบ้านเมืองไทยในขณะนั้นได้สูญเสียเจ้านายพระองค์หนึ่ง ที่น่าจะทำประโยชน์ ให้บ้านเมืองโดยส่วนรวมได้อีกมากไปอย่างน่าเสียดาย

 

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?