
พระอรหันต์
วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขารพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งบรรดาผู้ที่ได้เคยกราบไหว้ หรือติดตามฟังคำสอนของหลวงตามหาบัวในวาระโอกาสต่างๆ จะได้ยินท่านพูดถึงพระอรหันต์อยู่บ่อยครั้ง จึงขอโอกาสได้เขียนถึงพระอรหันต์เพื่อเป็นการบูชาครูบาอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขารพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งบรรดาผู้ที่ได้เคยกราบไหว้ หรือติดตามฟังคำสอนของหลวงตามหาบัวในวาระโอกาสต่างๆ จะได้ยินท่านพูดถึงพระอรหันต์อยู่บ่อยครั้ง จึงขอโอกาสได้เขียนถึงพระอรหันต์เพื่อเป็นการบูชาครูบาอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
โดย...เจษฎ์ โทณะวณิก
วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขารพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งบรรดาผู้ที่ได้เคยกราบไหว้ หรือติดตามฟังคำสอนของหลวงตามหาบัวในวาระโอกาสต่างๆ จะได้ยินท่านพูดถึงพระอรหันต์อยู่บ่อยครั้ง จึงขอโอกาสได้เขียนถึงพระอรหันต์เพื่อเป็นการบูชาครูบาอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
พระอรหันต์นั้นโบราณาจารย์ท่านอรรถกถาจากธรรมบาลีว่า เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้กำจัดกิเลสได้หมดสิ้น เป็นผู้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นผู้ควรแก่การบูชาอย่างยิ่งของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย และเป็นผู้ไม่มีความชั่ว ความเสียหายใดที่จะต้องปิดบัง
พระอรหันต์ คือ ผู้ทรงคุณอันวิเศษที่สามารถตัดสังโยชน์ทั้ง 10 อย่างได้หมดสิ้น ซึ่งสังโยชน์ที่ว่านั้นประกอบไปด้วย สังโยชน์เบื้องต่ำ หรือโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 อย่าง ได้แก่
1.สักกายทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ตัวตนของเรา อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ท่านเคยบอกไว้ว่า “ตัวกู ของกู” นั่นเอง
2.วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3.สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดมั่นในศีลพรต โดยยึดไปอย่างงมงาย มิใช่เป็นไปเพื่อการทำให้สิ้นไปซึ่งอาสวะกิเลส
4.กามราคะ คือ การติดยึดในกามคุณ คือ ความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ทั้งหลาย
5.ปฏิฆะ หรือพยาปาทะ คือ สิ่งต่างๆ ที่กระทบกระทั่งใจให้คิดไปในทางที่ไม่ดี
จากนั้นก็เป็นสังโยชน์เบื้องสูง หรืออุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 อย่าง คือ
6.รูปราคะ คือ การติดยึดในรูปฌาน
7.อรูปราคะ คือ การติดยึดในอรูปฌาน หรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
8.มานะ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในคุณสมบัติของตน
9.อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ
10.อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง (ในธรรมะ)
ในสังโยชน์ 10 อย่างนี้ ท่านที่บรรลุเป็นอริยบุคคลลำดับต่างๆ จะตัดได้ต่างกันไป โดยพระอรหันต์นั้นท่านตัดได้ครบถ้วนหมด ส่วนพระอนาคามีท่านละสังโยชน์เบื้องต่ำได้หมดสิ้น พระสกทาคามีละสังโยชน์ 3 ข้อแรกได้หมดสิ้น ส่วนข้อ 4 กับข้อ 5 ท่านทำให้เบาบางลงได้ และพระโสดาบันซึ่งละสังโยชน์ 3 ข้อแรกได้หมดสิ้น
ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า ไม่มีใครจะอาจรู้ได้ว่าใครเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ยกเว้นแต่พระอรหันต์ได้สนทนาธรรมด้วย จึงจะรู้ได้ว่าคู่สนทนานั้นเป็นพระอรหันต์หรือไม่ แต่การสนทนาธรรมเช่นนี้เป็นของสูงอย่างหาใดเสมอเหมือนมิได้ และก็เป็น “ปัจจัตตัง” นั่นคือ รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน พวกเราปุถุชนไม่อาจจะรู้ได้ แต่หากว่าโชคดี รู้ไม่รู้ก็ไม่อาจจะบอกได้ แต่ได้ทำบุญ ฟังธรรม รับใช้ และปฏิบัติกับพระอรหันต์ ก็เป็นบุญกุศลอย่างอเนกอนันต์หาที่สุดมิได้แล้ว...สาธุ







