
นายจ้างแคลงใจ 'ทำไมต้องจ่ายสบทบ?'อัดประกันสังคมเลือกปฎิบัติขัด รธน.
ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ประกันตน 10 ล้านคนในระบบประกันสังคม กับประชาชนอีกกว่า 43 ล้านคน ที่ใช้สิทธิบัตรทอง มีคำถามหลักๆ แค่ 2 คำถามคือ 1.ทำไมผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อรักษาตัวเอง ขณะที่ผู้ถือสิทธิบัตรทองรัฐบาลดูแลรักษาฟรี และ 2.เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ทำไมถึงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลด้อยกว่า
ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ประกันตน 10 ล้านคนในระบบประกันสังคม กับประชาชนอีกกว่า 43 ล้านคน ที่ใช้สิทธิบัตรทอง มีคำถามหลักๆ แค่ 2 คำถามคือ 1.ทำไมผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อรักษาตัวเอง ขณะที่ผู้ถือสิทธิบัตรทองรัฐบาลดูแลรักษาฟรี และ 2.เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ทำไมถึงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลด้อยกว่า
โดย...วิทยา ปะระมะ
ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ประกันตน 10 ล้านคนในระบบประกันสังคม กับประชาชนอีกกว่า 43 ล้านคน ที่ใช้สิทธิบัตรทอง มีคำถามหลักๆ แค่ 2 คำถามคือ 1.ทำไมผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อรักษาตัวเอง ขณะที่ผู้ถือสิทธิบัตรทองรัฐบาลดูแลรักษาฟรี และ 2.เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ทำไมถึงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลด้อยกว่า
กระแสวิพากษ์วิจารณ์และการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เกี่ยวข้องในระบบประกันสังคมตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องขยับปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้น โดยมอบให้คณะกรรมการการแพทย์ศึกษาเปรียบเทียบและปรับเพิ่มสิทธิการรักษาพยาบาลให้เสร็จภายใน 1 เดือน
แม้จะเป็นแนวโน้มที่ดีแต่ยังตอบโจทย์ไม่หมด เพราะคำถามสำคัญอันดับแรกว่า “ทำไมต้องจ่าย?” ยังคงล่องลอยในสายลม โดยไม่มีใครหน้าไหนในฝั่งภาครัฐอาสาตอบคำถามนี้
เป็นสาเหตุให้ตัวแทนสภาองค์การนายจ้าง 7 องค์กร รวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้พิจารณาว่ากฎหมายประกันสังคมที่บังคับให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน โดย 1.5% ใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาล เป็นกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่
nตอก สปส.เพิ่มสิทธิ แต่ยังริบเงิน
ประสิทธิ์ จงอัศญากุล ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค ระบุว่า ปัจจุบันมีเสียงเรียกร้องจากผู้ประกันตนจำนวนมากว่า ผู้ประกันตนเหมือนเป็นคนด้อยสิทธิในสังคม เพราะต้องเสียเงินรักษาพยาบาลตัวเอง ขณะที่คนกลุ่มอื่นในสังคม รัฐบาลกลับให้การดูแลรักษาฟรี แถมยังกีดกันไม่ให้ผู้ประกันตนไปใช้สิทธิร่วมด้วย
ในนามของสภาองค์การนายจ้างและฐานะตัวแทนผู้ประกันตน ประสิทธิ์จึงตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของกลุ่มนายจ้างที่ต้องออกมาเคลื่อนไหว มิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น เพราะในเมื่ออาสามาเป็นตัวแทนผู้ประกันตนและมองเห็นถึงความเหลื่อมล้ำแล้ว กลับไม่ทำอะไรก็คงต้องรู้สึกละอาย
“กฎหมายประกันสังคมมีมานานกว่า 20 ปี แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 เกิดขึ้น โดยมาตรา 30 ระบุว่า การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในเรื่องต่างๆ รวมทั้งบริการสาธารณสุขจะกระทำมิได้ ฉะนั้นต้องใช้ช่องทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินช่วยพิจารณาว่า กฎหมายมันล้าสมัยหรือไม่ ต้องแก้ไขหรือไม่ เราไม่ได้อิจฉาคนในระบบบัตรทอง เรามีความสุขที่เขาได้รับการดูแลที่ดี เพียงแต่อยากเรียกร้องว่าผู้ประกันตนอีก 10 ล้านคน ก็ควรได้รับการดูแลอย่างนั้นบ้าง” ประสิทธิ์ กล่าว
ส่วนการขับเคลื่อนของ สปส. ที่ขณะนี้พยายามเร่งปรับเพิ่มสิทธิการรักษาพยาบาลให้ทัดเทียมบัตรทองหลังจากถูกทวงถามถึงความไม่เป็นธรรม ประสิทธิ์มองว่า ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด
“การปรับเพิ่มสิทธิรักษาพยาบาลของ สปส.ไม่ตรงจุด เหมือนคน 2 คนสั่งกาแฟคนละแก้ว ผมจ่าย 10 บาท อีกคนไม่ได้จ่าย กาแฟผมได้น้ำตาลน้อย แล้วมาบอกว่าจะเพิ่มน้ำตาลให้เท่าอีกแก้วจะได้หวานเท่ากัน แต่ผมยังต้องจ่าย 10 บาทอยู่นะ ซึ่งที่จริงถ้าใส่น้ำตาลเท่ากันแล้ว แก้วของผมก็ต้องฟรีด้วยสิ แล้วเงิน 10 บาทผมจะได้เอาไปซื้อขนมปัง” ประสิทธิ์ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่นั่งเป็นกรรมการประกันสังคมอยู่ด้วย เขาจึงเข้าใจขีดจำกัดของ สปส.ดี เพราะโดยเนื้อแท้ของ สปส. ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ฉะนั้นถ้ากฎหมายเปิดช่องแค่ไหนก็ทำได้แค่นั้น ถ้าสังคมบอกว่าผู้ประกันตนได้สิทธิไม่เท่ากัน สปส.ก็พยายามปรับเพิ่มสิทธิให้เท่าเทียมด้วยเงินที่มีอยู่
“เรื่องนี้ถามว่าพูดในที่ประชุมกรรมการไหม พูดบ่อย ท่านก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ที่ท่านจะไปแก้กฎหมาย มันก็เป็นเรื่องจริง ท่านเป็นข้าราชการก็ต้องทำตามที่กฎหมายกำหนด เรื่องจ่ายไม่จ่ายเป็นเรื่องของรัฐบาล” ประสิทธิ์ กล่าว
ประสิทธิ์ ยังยืนยันด้วยว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุน หรือการไม่ยอมจ่ายสมทบในส่วนของนายจ้าง เพราะสิ่งที่เรียกร้องคือ ขอให้รัฐเข้ามาดูแลการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม ส่วนเงินสมทบในส่วนของนายจ้างยังคงจ่ายเช่นเดิม แต่ควรเอาไปทำประโยชน์ในด้านอื่นแทน
เขาชี้ให้เห็นว่า เงินสมทบค่ารักษาพยาบาลที่ สปส.จัดเก็บไปประมาณปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท อยากให้โอนไปใช้ในการจัดตั้งกองทุนเงินบำนาญชราภาพ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้เงินบำเหน็จบำนาญมากขึ้นยามเกษียณ หรือจะไปทำประโยชน์ในด้านเงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร หรืออื่นใดก็ตามที่สามารถเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตน
“ถามว่าถ้ารัฐจะเป็นผู้ดูแลค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด แล้วเงิน 3 หมื่นล้านเอาไปทำอะไร ผมพูดแทนคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเอาไปใส่กองทุนชราภาพจะช่วยให้ดีขึ้น เพราะเงินบำนาญชราภาพที่ สปส.จะจ่ายได้ในตอนนี้เฉลี่ยแค่เดือนละ 2,000 บาท ซึ่งใช้ไป 10 วันก็หมดแล้ว” ประสิทธิ์ กล่าว
nสังคมเหลื่อมล้ำ...จุดชนวนแตกแยก
แนวทางการยกระดับการเคลื่อนไหวขั้นต่อไป หลังจากยื่นเรื่องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว สภาองค์การนายจ้างจะเตรียมไปยื่นร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อตอกย้ำถึงประเด็นสำคัญว่าด้วย “สิทธิความเป็นคน” ของผู้ประกันตน 10 ล้านคน ซึ่งได้รับการปฏิบัติที่ด้อยกว่าคนกลุ่มอื่นในสังคมไทย จากนั้นจะติดตามดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นบ้าง ถึงที่สุดอาจต้องไปฟ้องศาลปกครองด้วยตัวเองในฐานะคู่กรณีโดยตรง
ประสิทธิ์ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของสภาองค์การนายจ้างคือ ขอให้ผู้ประกันตนได้รับความทัดเทียม ส่วนจะแก้กฎหมายหรือวิธีปฏิบัติอย่างไรนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐ สภาองค์การนายจ้างไม่ได้ชี้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายควรต้องออกมาตามเป้าที่ตั้งไว้
“ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำในวันนี้รัฐต้องหันมามอง และต้องตั้งคณะกรรมการหรือมอบหมายหน่วยงานให้มาดูเรื่องนี้ เราไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดของรัฐบาล เพียงแต่ว่าท่านอาจมีภารกิจมากจนลืมมองกลุ่มเรา คิดว่ากลุ่มเราพึ่งตัวเองได้แล้ว ซึ่งไม่จริง เพราะใน 10 ล้านคนยังเป็นคนจนมากกว่า 9.5 ล้านคนด้วยซ้ำ ก็หวังว่าอย่างน้อยที่สุดรัฐจะต้องหันมามองและฟังเสียงของผู้ประกันตนบ้าง ทุกวันนี้เรายังเป็นคนจน คนอัตคัด และยังต้องการการดูแลอยู่” ประสิทธิ์ กล่าว
ประสิทธิ์ ทิ้งท้ายว่า ประเด็นความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลที่รัฐดูแลไม่เท่าเทียมและถ้ากฎหมายยังขัดแย้งกันอยู่เช่นนี้ เชื่อว่าในระยะเวลาอีกไม่นานจะนำมาสู่ความขัดแย้งกันเองของคนในสังคม และอาจลุกลามบานปลายทำให้คนในชาติขาดความสามัคคี เหตุเพราะรัฐไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับคนในสังคมได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
หากเมื่อใดก็ตามที่รัฐไม่อาจเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อีกต่อไป เมื่อนั้นปวงประชาชนทั้งหลายจะต้องลุกฮือชูกำปั้นเพื่อทวงสิทธิของตัวเอง







