posttoday
แบงก์มะรุมมะตุ้มปีทองสินค้าเกษตร

แบงก์มะรุมมะตุ้มปีทองสินค้าเกษตร

03 มีนาคม 2554

ผ่านมาเพียง 2 เดือน แต่ต้องถือเป็นปีทองของสินค้าเกษตรพืชไร่ ทั้งปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง และฝ้าย ที่แข่งกันขึ้นราคาพรวดพราด  

ผ่านมาเพียง 2 เดือน แต่ต้องถือเป็นปีทองของสินค้าเกษตรพืชไร่ ทั้งปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง และฝ้าย ที่แข่งกันขึ้นราคาพรวดพราด  

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ผ่านมาเพียง 2 เดือน แต่ต้องถือเป็นปีทองของสินค้าเกษตรพืชไร่ ทั้งปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง และฝ้าย ที่แข่งกันขึ้นราคาพรวดพราด

แบงก์มะรุมมะตุ้มปีทองสินค้าเกษตร

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติในปีก่อน ส่งผลให้ปีนี้สินค้าเกษตรขาดตลาด อีกส่วนเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ผลักดันให้สินค้าเกษตรเหล่านี้ราคาแพงหูฉี่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผลของราคาสินค้าพืชไร่ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์จ้องจะดึงลูกค้ากลุ่มนี้มาไว้ในมือ เรียกได้ว่าเป็นช่วงโกย “น้ำขึ้นให้รีบตัก” แม้สินค้าเกษตรจะถือเป็น กลุ่มสินเชื่อที่มีความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนขึ้นลงหนัก และขึ้นเร็วลงเร็ว แต่หากธนาคารรู้จักบริหารพอร์ตได้ดีก็กินกันยาว

ถ้าไม่นับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์ไม่กี่แห่งที่มีความเชี่ยวชาญสินค้าเกษตร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงเทพนั้น ถือเป็นเจ้าตลาดสินค้าเกษตรที่อยู่กันมานมนาน ส่วนกรุงไทยก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีข้อได้เปรียบสาขาต่างจังหวัดในมือพร้อม จึงเคี่ยวกรำพนักงานให้รู้จักสินค้าพืชไร่แต่ละประเภทแบบรู้จักนิสัยว่า ผลผลิตออกช่วงไหน ข้อดีข้อเสียของพืชแต่ละประเภทเป็นอย่างไร

ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ธนาคารพาณิชย์อื่น อยากมีส่วนร่วมเข้ามาเอี่ยวในสินเชื่อประเภทนี้บ้าง เพราะปีนี้ตลอดทั้งปีสินค้าเกษตรตั้งท่าจะปรับขึ้นเอาๆ แค่น้ำมันปาล์มอย่างเดียวชาวบ้านก็ร้องโอดครวญไม่มีสินค้าบริโภคกันแล้ว

เวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย บอกว่า สินค้าเกษตรดาวเด่นปีนี้ได้แก่ ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง และฝ้าย พืชทุกตัวปรับราคาขึ้นเหมือนกันหมด

กรณีมันสำปะหลัง ต้องใช้ผลิตเป็นพลังงานทางเลือก ราคาก็ยิ่งปรับสูงขึ้น ผู้ประกอบการรายใดมีมันสำปะหลังในสต๊อกอาจทำกำไรถึง 100 ล้านบาทต่อล็อต

ขณะที่ฝ้ายก็เป็นพืชไร่ที่ราคาปรับขึ้นสูงมาก ซึ่งจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ ปั่นด้าย กลุ่มนี้จะปรับราคาขึ้นสูงมาก

ส่งผลให้ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มเข้ามาแข่งขันปล่อยสินเชื่อ มีการดัมพ์ดอกเบี้ยต่ำ ที่เห็นชัดคือ การแย่งผู้ประกอบการสวนปาล์มและโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม ด้วยการย่องเงียบ รีไฟแนนซ์ ลูกค้าของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าโรงงานปาล์มในภาคใต้จำนวนมาก

ธนาคารหลายแห่งใช้กลยุทธ์ปล่อยกู้โดยไม่มีหลักประกัน ถ้าเป็นกลุ่มที่ต้องส่งออกต่างประเทศจะใช้รูปแบบ แพ็กกิงแอลซี แต่ถ้าเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรที่ค้าขายในประเทศอย่างปาล์ม โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มซื้อปาล์มจากเกษตรกรหรือสหกรณ์ ก็จะใช้ตั๋วพีเอ็น ซึ่งเป็นตั๋วเงินระยะสั้นที่ออกจากธนาคาร

ส่วนใหญ่ถ้าเป็นลูกค้าคุณภาพดีธนาคารก็จะให้สินเชื่อ 70-80% ของราคาสินค้าที่ต้องจ่ายเกษตรกรหรือสหกรณ์ แต่ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งก็เริ่มที่จะเข้ามารีไฟแนนซ์ให้วงเงินถึง 100% แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะความต้องการใช้วงเงินของโรงงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าพืชไร่ปรับตัวสูงขึ้น โรงงานจึงต้องหาเงินที่ต้องจ่ายค่าสินค้าให้มากขึ้นด้วย

เวทย์ ยอมรับว่า ลูกค้าบริษัทน้ำมันปาล์มในภาคใต้ของธนาคารมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ฉะนั้นจึงมีอำนาจต่อรองกับธนาคารพาณิชย์สูง ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยที่ธนาคารให้ก็ถือว่าต่ำมาก คิดดอกเบี้ย มันนีมาร์เก็ต คือ ดอกเบี้ยที่ประกาศเป็นรายวัน แต่ละธนาคารจะไม่เหมือนกัน อย่างมันนีมาร์เก็ตของธนาคารระยะเวลากู้ 30 วันจะอยู่ที่ 3.25% ถ้ากู้ 60 วันดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3.35% ขณะนี้กำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจึงบางเฉียบ ต้องบริหารเงินกู้กับเงินฝากให้พอดีกัน

ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่ ถ้าต้องการใช้เงินที่มีระยะเวลาออกมาหน่อย ส่วนใหญ่จะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี(เอ็มแอลอาร์) แต่ปัจจุบันก็หั่นราคากัน บางธนาคารให้เอ็มแอลอาร์ลบ 2% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรราคาไม่แน่นอน ดังนั้นธนาคารจึงต้องติดตามดูแลลูกค้าใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว ดูแลกันวันต่อวันว่า มีการเบิกใช้เงินหรือไม่ หากไม่เบิกใช้ก็สันนิษฐานได้ว่าเตรียมรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น

ส่วนราคาสินค้าพืชไร่นั้น ยอมรับว่ามีความเสี่ยง เพราะราคาสินค้าเกษตรขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศ จึงมีความไม่แน่นอนสูง ราคาปรับขึ้นพรวดพราด ก็ปรับลด ฮวบฮาบ ได้เหมือนกัน การดูแลลูกค้าจึงต้องติดตามตลอด แต่เงินส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อหมุนเวียน ระยะเวลานานสุดก็ 3 เดือน เป็นไปตามฤดูกาลการใช้เงิน หากหมดฤดูกาลของสินค้าเกษตรแต่ละตัว ธนาคารก็จะแช่แข็งเงินไว้ เพื่อไม่ให้ลูกค้านำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ดังนั้นหากหมดช่วงฤดูกาลสินค้าเกษตรแต่ละตัว ก็ต้องนำสัญญามาดูเงื่อนไขใหม่ เพราะสถานการณ์ในแต่ละช่วงจะเปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันกรุงไทยมีสินเชื่อปาล์มคงค้าง 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้ธนาคารได้ตั้งวงเงินไว้สำหรับผู้ประกอบการสวนปาล์ม และโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน น่าจะเริ่มเห็นการเบิกใช้วงเงินมากขึ้นในเดือน มี.ค.เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ปาล์มออกผลผลิต และ เมื่อราคาปาล์มปรับตัวสูงขึ้น ก็ทำให้ผู้ประกอบการมีความต้องการใช้วงเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 2030%

“ตอนนี้ปาล์มเป็นพืชหลัก แบงก์จ้องที่จะรีไฟแนนซ์กัน เพราะราคาปาล์มดี ธนาคารจึงต้องใกล้ชิดลูกค้า ดูแลลูกค้าอย่างกับไข่ในหิน ต้องให้โปรแกรมสินเชื่อเพิ่ม เช่น เทรดไฟแนนซ์ก็ต้องให้ตลอด ตอนนี้มาร์จินบางมาก แต่ก็ต้องยอม” เวทย์ กล่าว

แหล่งข่าวจากธนาคารทหารไทย ยอมรับว่า ปีนี้สินค้าเกษตรจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ธนาคารก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ดีด้วย เพราะสินค้าเหล่านี้มีขึ้นมีลง ราคาสินค้าจึงเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม อีกทั้งฝ่ายสินเชื่อต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความเสี่ยง เห็นได้จากเรื่องข้าว

ปัจจุบันธนาคารมีสินค้าเกษตรไม่เกิน 2% ของฐานสินเชื่อเอสเอ็มอีรวม ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อแบบกระจายตัวเพื่อลดความเสี่ยง อย่างกลุ่มเกษตรปีนี้ที่ยังไปได้ดี ได้แก่ แพปลา และลานมัน ส่วนใหญ่ก็ต้องการสินเชื่อเพิ่มเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน

โดยธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี 20% อาจจะเน้นไปที่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และบริการ เป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการได้กำไรกลับมาดี จากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

ครึ่งปีแรกสินเชื่อเกษตรจึงถูก มะรุมมะตุ้ม เกื้อหนุนการปล่อยสินเชื่อปีนี้ของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องรีบเร่งเครื่อง เพราะไม่รู้สถานการณ์ครึ่งปีหลังจะหมู่หรือจ่าจากปัญหาการเมืองที่อาจฉุดสินเชื่อให้เดินฝืด

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง