
กาฝาก(แดง)แฝงเพื่อไทย เลือกตั้งได้ไม่คุ้มเสีย
เหตุผลหนึ่งที่แกนนำเสื้อแดงต้องการลงสมัครส.ส. ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน อยากได้เอกสิทธิ์คุ้มครองเหมือนนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนมากกว่าทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
เหตุผลหนึ่งที่แกนนำเสื้อแดงต้องการลงสมัครส.ส. ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน อยากได้เอกสิทธิ์คุ้มครองเหมือนนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนมากกว่าทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
โดย ทีมข่าวการเมือง
เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยสำหรับผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 310 คน ทั้งทายาทการเมือง น้องเจี๊ยบแวร์อาร์ยู หรือแม้แต่ลูกหลานจากพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายวราทิต ไชยนันท์ ขอมาร่วมชายคาพรรคเพื่อไทยลงสมัครส.ส.ตาก สร้างความหงุดหงิดให้ผู้เป็นพ่อ เทอดพงษ์ ไชยนันท์ ส.ส.สัดส่วนพรรคปชป.
แต่ที่น่าจับตามองกว่านั้นเห็นจะเป็นการเฉลยรายชื่อเบื้องต้น มีบรรดาแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ซึ่งเป็นทั้งผู้มีบทบาทเคลื่อนไหวปลุกระดมในเขตปริมณฑลและต่างจังหวัด รวมไปถึงผู้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อความวุ่นวายเผาเมืองพาเหรดลงสมัครครั้งนี้ด้วย
เช่น นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ญาติ นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำฮาร์ดคอร์ ลงสมัครส.ส.นคราชสีมา นายวรชัย เหมะ แกนนำนปช. ลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ แกนนำจะลงสมัครส.ส.สุรินทร์ นายศักดา นพสิทธิ์ แกนนำนปช.ชลบุรี ที่เคยไปบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พัทยา ในช่วงการประชุมอาเซียนซัมมิท เมื่อปี 2551 ลงสมัครส.ส.ชลบุรี นางเอมอร สินธุไพร ภรรยานายนิสิต สินธุไพร แกนนำนปช. ลงสมัครส.ส.ร้อยเอ็ด
นี่อาจไม่ใช่ความแปลกประหลาดนัก เพราะรับรู้มาโดยตลอด แกนนำคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยล้วนเป็นสารตั้งต้นจากขวดเดียวกัน เพียงแต่มีการเขย่าให้เกิดความเข้มข้นขึ้นในช่วงนี้ หลังจาก 7 แกนนำคนเสื้อแดงได้รับการประกันตัวชั่วคราวก็ออกมาประกาศต่อสาธารณะจะขอลงสมัครส.ส.ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ถึงขนาดที่กอบแก้ว พิกุลทอง เปิดเผยผ่านโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ “เสื้อแดงและเพื่อไทยต้องไปด้วยกัน” เช่นเดียวกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยที่ได้กล่าวย้ำในการเปิดตัวส.ส.พรรคว่า “พรรคเพื่อไทยจะทิ้งคนเสื้อแดงไม่ได้”
การผสมผสานครั้งนี้ เป็นยุทธศาสตร์ชิงอำนาจรัฐ ที่ต้องเดินควบคู่กันไป ทั้งการชิงที่นั่งในสภาให้ได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และพึ่งมวลชนเคลื่อนไหวเปิดเกมบนดินและใต้ดินดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามให้เหลือความนิยมน้อยที่สุด
วิธีนี้ แน่นอนว่าย่อมทำให้มีความโดดเด่นในเชิงปริมาณ มุ่งหวังตรึงมวลชนที่เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าทั้งจากภาคเหนือ อีสาน ให้อยู่หมัด ต้องการสร้างภาพให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอุดมการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะเป้าหมายพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เปรียบเสมือนประธานบริษัทเพื่อไทยกลับมานั่งหัวโต๊ะดังเดิม
แต่ทว่าอีกด้านก็ไม่ควรมองข้าม ผลจากกาฝากมาอาศัยพรรคครั้งนี้ ย่อมทำให้เกิดจุดอ่อนกับพรรคตามมา ก่อนหน้านี้มีเสียงบ่นออกมาจากนักเลือกตั้งมืออาชีพ เพราะทำให้เกิดการจัดวางตัวผู้สมัครไม่ลงตัว แต่ก็ต้องก้มหัวตามใบสั่งนายใหญ่ที่ออกมาพูดยังไงต้องเปิดโอกาสให้ผู้สร้างผลงานให้ประเทศวุ่นวายเข้ามาเป็นส.ส.บ้าง จากกลุ่มก๊วน ที่มีมากอยู่แล้ว ย่อมก่อเกิดกลุ่มแดงเก่า แดงใหม่ และแดงธรรมดา กระจายเต็มพรรค
นอกจากนั้น อย่าลืมว่าเหตุผลหนึ่งที่แกนนำเสื้อแดงต้องการลงสมัครส.ส. ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน อยากได้เอกสิทธิ์คุ้มครองเหมือนนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน มากกว่าทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
ขณะเดียวกันแกนนำที่ลงสมัครต่างมีคดีก่อการร้าย เป็นคดีรุนแรงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยบ้านเมืองติดตัว ก็จะมีผลกระทบความนิยมพรรคในการหาเสียงที่กำลังจะมีขึ้น เปิดช่องโหว่ให้พรรคตรงข้ามโจมตีโกยคะแนน ดังจะเริ่มได้ยินการพูดกันวงในถึงสโลแกนหาเสียง "เลือกความวุ่นวาย ต้องเลือกพรรคนั้นพรรคนี้ ถ้าอยากได้สาระสร้างสรรค์ประเทศให้เลือกอีกพรรค"
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายของพรรคที่หวังผลดึงชนชั้นกลางสนับสนุน ซึ่งส่วนใหญ่คือคนกรุงเทพมหานคร เป็นคะแนนตัวแปรต่อการตั้งรัฐบาลก็อาจไม่ได้ตามเป้า เพราะภาพผลงานเผาเมืองคือแผลเป็นติดตัวเสื้อแดงซึ่งเหล่าแกนนำที่เคยปราศรัยบนเวทีปลุกระดม “ให้เตรียมยาง เตรียมน้ำมันก๊าด หากตกใจก็เผาเลย ผมรับผิดชอบเอง” ล้วนเป็นคำพูดฝังใจชาวกทม.ให้หวาดผวาต่อพฤติกรรมแกนนำจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถ้าหากได้บุคคลที่มีพฤติกรรมฮาร์ดคอร์เช่นนี้เข้าสู่อำนาจรัฐ มีคำถามว่าจะสร้างความมั่นใจต่อความสงบเรียบร้อยบ้านเมืองได้อย่างไร
ประการสำคัญ การลงสมัครส.ส. มีกฎ กติการัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งหากแกนนำเสื้อแดงยังโหมปลุกระดม ย่อมมีผลลากโยงนำไปสู่การยุบพรรคได้ สัญญาณนี้เริ่มขึ้นแล้วจากการที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ สื่อสารไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) ให้ดูแลการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบ หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากมวลชนเสื้อแดงออกมาราวีสร้างความวุ่นวาย
พฤติกรรมดังกล่าวหากเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัว บรรยากาศเต็มไปด้วยการหาเสียง แต่แกนนำติดกับดักลืมตัวนึกว่าเป็นนักปลุกระดม ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวเสียดสี พาดพิงตามสไตล์เดิม เลิยเถิดไปถึงการจาบจ้วงดูหมิ่นสถาบัน ย่อมนำไปสู่การฟ้องร้องเข้าข่ายทำลายระบอบประชาธิปไตย และนั่นคือหายนะอีกรอบสู่คดียุบพรรคการเมือง ถึงวันนั้นยากที่จะปฏิเสธ เพราะการกระทำเกิดจากพวกเดียวกันเอง และยอมรับกันแล้วว่า เสื้อแดงและเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน
การเปิดโอกาสให้แกนนำเสื้อแดงลงสนามเลือกตั้ง จึงเปรียบเสมือนดาบสองคมที่จะประหารพรรคเพื่อไทยได้ หากการเรียนรู้ประชาธิปไตยในบรรยากาศการเลือกตั้งหลงอยู่ในความประมาทและเลินเล่อ







