พระสงฆ์ปลอมเกลื่อนทำลายศรัทธาชาวพุทธ
ปัจจุบันมีพระสงฆ์ปลอมอยู่เกลื่อนเมือง แถมประพฤติตัวผิดวินัยสงฆ์ ประเภทเช้าเอน เพลนอน เย็นพักผ่อน ค่ำจำวัด ดึกๆ ก็ซัดข้าวปลาอาหาร
ปัจจุบันมีพระสงฆ์ปลอมอยู่เกลื่อนเมือง แถมประพฤติตัวผิดวินัยสงฆ์ ประเภทเช้าเอน เพลนอน เย็นพักผ่อน ค่ำจำวัด ดึกๆ ก็ซัดข้าวปลาอาหาร
เลยทำให้พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พลอยเสื่อมเสียไปด้วย “ผ้าเหลือง” ที่ประชาชนเคยกราบไหว้อย่างสนิทใจ พลอยมัวหมองไปด้วย นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมของ “พระสงฆ์” ที่ประพฤติปฏิบัติไม่ชอบ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ยังมีอยู่ในสังคม ทำให้ชาวพุทธเกิดอาการ “เอือม” ในพฤติกรรมเหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสพเมถุน ติดสุรา ทะเลาะวิวาท ใช้ผ้าเหลืองหารับประทาน ฯลฯ ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ชาวพุทธทั้งหลายต่างพบเห็นเป็นข่าวคราวอยู่บ่อยครั้ง
ต้องยอมรับความจริงว่ายังมีมารศาสนาประเภทนี้ใช้ผ้าเหลืองหากินอยู่อีกมาก ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที ด้วยเหตุผลที่ “คนไทย” มี “พุทธศาสนา” เป็นศาสนาประจำชาติ และต้องกราบไหว้ทำบุญกับพระสงฆ์ ผ้าเหลือง หรือพระพุทธรูป หวังให้ตนเองหนีกรรมไปให้ไกล การ “ทำบุญ” เลยอยู่คู่กับคนไทยจนถึงวันตาย
ช่องทางนี้เลยกลายเป็นช่องทางหากินของ “มาร” หรือมิจฉาชีพที่คอยเป็นเหลือบ หลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เราเจอ พระสงฆ์แท้หรือปลอมก็ไม่รู้ ยืนรอคนมาใส่บาตรในตลาดหรือชุมชน ที่ร้ายไปกว่านั้น ยังนำข้าวของที่ญาติโยมใส่บาตรด้วยความศรัทธาไปเวียนเทียนขายแล้วขายอีกอย่างไม่อายบาป ซึ่งก็ถูกจับมานักต่อนัก
พระไทยจอมปลอมว่าแย่แล้ว แต่ขณะนี้ยังมีพระเขมร พระเพื่อนบ้านที่เข้ามาหากินในรูปแบบที่พระไทยปลอมๆ เคยทำมา อย่างล่าสุดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ไปรวบพระเขมร 2 รูป ที่เข้ามาเรี่ยไรเงินจากประชาชนคนไทยย่านหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง นับเป็นอีกเหตุการณ์ที่พระต่างชาติเห็นช่องว่างอาศัยศรัทธาของคนไทยเข้ามาหากินในรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน
พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสดิ ผกก.สน.หัวหมาก ให้ข้อมูลว่า พระปลอมของไทยก็ว่าเยอะแล้ว นี่ยังมีพระต่างชาติเข้ามาเรี่ยไรเงินชาวบ้านอีก นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมของคนไทยใจดี ชอบทำบุญ ถือเป็นการหากินบนหลังคนอย่างชัดเจน อีกอย่างขณะนี้มีพระเขมรเข้ามาเรี่ยไรเงิน โดยอ้างตัวเป็นพระไทยกว่า 1,000 รูปแล้ว
จะว่าไปแล้วพระแท้ที่ดีก็มีมาก ที่ประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมอันดี ทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ แต่พระปลอมก็ไม่น้อย และยากจะแยกแยะ แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งปราบปรามให้หมดไปจากสังคมเมืองพุทธ สิ่งสำคัญต้องมีเครื่องมือที่สามารถระบุชี้ชัดได้ว่าใครเป็นพระจริง ใครเป็นพระปลอม เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยป้องกันมารผ้าเหลืองที่เข้ามาทำลายศาสนา
และขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอยู่ระหว่างจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุสามเณรในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการรวบรวมข้อมูลประวัติของพระภิกษุสงฆ์ไปแล้วกว่า 1 แสนรูป ส่วนใหญ่จะเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่บวชตั้งแต่ 1 พรรษาขึ้นไป
จะมีประวัติว่าสังกัดอยู่วัดใด ส่วนพระภิกษุที่บวชชั่วคราว วัดจะต้องออกเป็นบัตรประจำตัวพระสงฆ์ว่าประจำอยู่วัดใด เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ส่วนฐานข้อมูลของสามเณรจะมีการรวบรวมข้อมูลสามเณรที่บรรพชาตั้งแต่ 1 พรรษาขึ้นไป เหมือนกับของพระสงฆ์เช่นกัน
ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2554 สำหรับการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุ สามเณร จะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบเรื่องปัญหาพระปลอม รวมทั้งความหนาแน่นของพระสงฆ์ในภูมิภาคต่างๆ ในการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาค
รวมถึงสามารถกำหนดขอบเขตความจำเป็นของการขอขยายวัด หรือการตั้งวัดในพื้นที่ต่างๆ ได้ และในอนาคตยังมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการคัดกรองประวัติผู้ที่จะมาเข้าบวชอีกด้วย
เรียกว่าครอบคลุมรูปพรรณสัณฐานของพระได้เป็นอย่างดี แต่ในท้ายที่สุดช่องว่างของกฎเกณฑ์ก็ต้องเกิดขึ้น ดังนั้นตำรวจต้องเข้ามามีบทบาทด้วย โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนแบบนี้พระปลอมจะมีมากขึ้น แต่จะมาเพราะสาเหตุใดกันแน่
คำตอบของคำถามนี้ อำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บอกว่า ปัญหาพระปลอมระบาดจะมากยิ่งขึ้นในช่วงหน้าร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน นั่นเป็นเพราะเป็นช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา และขณะเดียวกันค่านิยมที่ผิดๆ ที่คิดว่าการปลอมมาบวชจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ หรือเรียกง่ายๆ ว่าหากินกับผ้าเหลือง
แนวทางป้องกัน ก็ต้องเป็นประชาชนและพระผู้ใหญ่ที่ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับพระสงฆ์ด้วยกันเองมากกว่า ต้องดูให้ดีๆ หากพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็ขอให้แจ้งไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่ หรือถ้ายากเกินไปก็ควรแจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยกันทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป
แน่นอนว่าปัญหาเรื่องพระทำผิดวินัยสงฆ์ยังคงอยู่คู่เมืองไทย เมืองพุทธ ตราบใดที่จิตใจคนยังเสื่อมทราม คิดว่าผ้าเหลืองเป็นช่องทางการหากินอยู่ ดังนั้นชาวพุทธอย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ เพราะพุทธศาสนิกชนทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป!!!


