
คนท่าศาลาขีดเส้นกฟผ.ออกพ้นพื้นที่ใน15วัน
“คนท่าศาลา” จ.นครศรีฯ ยื่นคำขาด กฟผ.ขนของออกจากพื้นที่ภายใน 15วัน กร้าวไม่รับรองความปลอดภัย เหตุคุมมวลชนไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่อยู่
“คนท่าศาลา” จ.นครศรีฯ ยื่นคำขาด กฟผ.ขนของออกจากพื้นที่ภายใน 15วัน กร้าวไม่รับรองความปลอดภัย เหตุคุมมวลชนไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่อยู่
เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักงานปฏิรูป (สปร.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดเวทีวิชาการฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย หัวข้อ “พลังคนท่าศาลาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” โดยมีตัวแทนเครือข่ายคนรักษ์ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชเข้าร่วมอภิปราย
นายบุญโชค แก้วแกม นายกฯ อบต.ท่าขึ้น อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า นับจากวันที่มีการจัดเวทีประชาคมในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาทำให้เห็นชัดเจนว่า คนนครฯ ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นจุดยืนของผู้นำท้องถิ่นทุกระดับในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราชจึงจะร่วมมือกันต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ถึงที่สุด โดยการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงเฉพาะค่าจีดีพีแล้วชาวบ้านไม่มีอาหารกินและยังทำลายวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นก็ถือว่าล้มเหลว
“ที่ผ่านมา กฟผ.ได้เสนอเงินให้กับ อบต.ท่าขึ้น เป็นเงินกว่า 120 ล้านบาทเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาพื้นที่ระหว่างที่โรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ แต่ผมตอบปฏิเสธ วันนี้ผมต้องขอบคุณ กฟผ.ที่จะนำโครงการเข้ามาในชุมชนของเรา เพราะถือว่าวันนี้โรงไฟฟ้าได้เป็นจุดศูนย์รวมของคนทั้งจังหวัดที่ร่วมกันไม่เอาโรงไฟฟ้าและตอนนี้ผู้นำองค์กรส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต.ทั้ง 29 แห่งและอีกหลายพื้นที่ในพื้นที่ภาคใต้จะร่วมกันเป็นเครือข่ายเพื่อออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในการสร้างภูมิคุ้มกันของคนในชุมชนต่อการพัฒนาของรัฐต่อไป”นายบุญโชค กล่าว
ขณะที่นายวิชาญ เชาวลิต ประธานเครือข่ายรักษ์ท่าศาลา กล่าวว่า เราจะให้เวลา กฟผ.อีก 15 วัน หากไม่ย้ายสำนักงานออกจากพื้นที่และไม่ยกเลิกโครงการ เราก็จะไม่รับรองความปลอดภัย เพราะตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่มีความไม่พอใจกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินค่อนข้างมาก ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ เนื่องจากตอนนี้ทุกคนในพื้นที่ทราบแล้วว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีแต่สร้างผลเสียให้กับคนในชุมชน
“เราจะต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้ถึงที่สุด หากวันที่ 16 มีนาคมนี้ กฟผ.ไม่ออกจากพื้นที่ก็จะเห็นดีกัน นอกจากนี้เรายังจะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า โครงการของรัฐได้ละเมิดสิทธิชุมชน โดยเฉพาะการเข้ามาของโครงการใหญ่ๆ ของรัฐอย่างไม่ได้ปรึกษาชาวบ้าน พร้อมกันนี้จะเข้ายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เพื่อให้ทบทวนขอแผนพัฒนาภาคใต้ที่จะมีนิคมอุตสาหกรรมมาตั้งในหลายจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ว่าไม่ควรมาสร้าง เพราะเป็นการพาคนนอกที่เป็นเอเลี่ยนฉบับนายทุนข้ามชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาวบ้านที่เป็นคนพื้นที่และเป็นการทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนภาคใต้”นายวิชาญ กล่าว
ขณะที่ ผศ.ลัดดา เฉียมวงศ์ อาจารย์จาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า การเข้ามาของโรงไฟฟ้าทำให้สังคมการศึกษาค่อนข้างตื่นตัวถึงผลกระทบ ดังนั้นหลายภาควิชาโดยเฉพาะภาควิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้บรรจุเรื่องผลกระทบทางสุขภาพจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้ามาเป็นหนึ่งหลักสูตรในการศึกษาด้วย เพราะเราได้รับข้อมูลทางด้านผลกระทบต่อสุขภาพจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศแล้วเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
“ตอนนี้มีข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชปี 2551 ว่าสาเหตุการตายของคนในพื้นที่ คือ โรคเนื้องอก โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หลอดเลือดและโลหิตเป็นพิษ แต่ถ้าโรงไฟฟ้าคงมีโรคแปลกๆ ตามมาอีกมาก ดังนั้นพวกเราก็คงต้องตั้งรับและศึกษาเพื่อรณรงค์ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ให้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชุมชน”ผศ.ลัดดา กล่าว
ทางด้านนายปิยพล บุญแก้ว นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้นักศึกษาค่อนข้างตื่นตัวกับการเข้ามาของโรงไฟฟ้า เพราะทุกคนต่างกลัวผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นทุกสัปดาห์นักศึกษาจึงจะออกรณรงค์ให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่ให้ทราบถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นและออกมาร่วมกันกำหนดอนาคตของชุมชนร่วมกัน







