
กองทุนน้ำมันเหลือ1.5หมื่นล.เตือน!อุ้ม‘ดีเซล’ได้แค่2เดือน
พลังงานแบไต๋ กองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินใช้จริงแค่ 1.5 หมื่นล้าน ระบุหลังเพิ่มอุ้มดีเซลลิตรละ 4.50 บาท หรือเดือนละ 7,410 ล้าน จะอุ้มได้อีกแค่ 2 เดือน
พลังงานแบไต๋ กองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินใช้จริงแค่ 1.5 หมื่นล้าน ระบุหลังเพิ่มอุ้มดีเซลลิตรละ 4.50 บาท หรือเดือนละ 7,410 ล้าน จะอุ้มได้อีกแค่ 2 เดือน
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้จะมีเงินสดอยู่ที่ระดับ 2.16 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่ได้หักภาระสนับสนุนก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) จากโครงการปรับเปลี่ยนถังเอ็นจีวีในรถแท็กซี่ 1,200 ล้านบาท และการอุดหนุนราคาเอ็นจีวีกิโลกรัมละ 2 บาท วงเงิน 4,500 ล้านบาท รวมเป็น 5,700 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้เบิกจ่าย
ดังนั้น หากประเมินฐานะกองทุนน้ำมันฯ จริง จะมีเงินเหลืออยู่แค่ 1.5 หมื่นล้านบาท ในการใช้รักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน เมื่อการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 28 ก.พ. อนุมัติเพิ่มชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 50 สต. จากปัจจุบันชดเชยราคาอยู่ 4 บาท/ลิตร เป็น 4.50 บาท เพื่อพยุงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร
ทั้งนี้ ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันฯ จากการอุดหนุนราคา มีเงินไหลออกเพิ่มเป็นวันละ 247 ล้านบาท หรือเดือนละ 7,410 ล้านบาท จากเดิมวันละ 220 ล้านบาท ทำให้เงินกองทุนน้ำมันฯ แท้จริงจะพออุ้มดีเซลได้อีกแค่ 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาอุ้มดีเซลไปแล้ว 8,070 ล้านบาท
ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า บริษัทมองแนวโน้มราคาน้ำมันว่าจะสูงจาก 110 เหรียญสหรัฐ เป็น 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่สำนักวิเคราะห์น้ำมันต่างประเทศบางแห่งมองแนวโน้มสูงถึง 220 เหรียญสหรัฐ/ บาร์เรล เป็นตัวเลขที่น่าตกใจในขณะที่บางจากมองว่าราคาน้ำมันดิบอาจจะสูงสุดที่ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น จากขณะนี้อยู่ที่ระดับ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม บางจากได้ปรับเป้าหมายการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 จากเดิมอยู่ที่ระดับไม่เกิน 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 95-100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากปีที่แล้ว 78 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้นจากปัจจัยเหตุการณ์ประท้วงในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะลิเบีย ทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นกว่า 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และมีความเป็นห่งงว่าสถานการณ์เหล่านี้จะไม่จบลงง่าย อาจลุกลามไปยังแอลจีเรีย และ ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก







