
แอบน้อยใจแทน "ชาวเบนซิน"
ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีรถยนต์หรูหราราคาแพงที่ใช้น้ำมันดีเซลขับกันเกลื่อนถนนจึงทำให้เกิดความงุนงงเพิ่มขึ้นไปอีกว่าคนที่มีปัญญาใช้รถราคาแพงขนาดนั้นเรายังต้องไปช่วยออกค่าน้ำมันให้อีกหรือ...
ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีรถยนต์หรูหราราคาแพงที่ใช้น้ำมันดีเซลขับกันเกลื่อนถนนจึงทำให้เกิดความงุนงงเพิ่มขึ้นไปอีกว่าคนที่มีปัญญาใช้รถราคาแพงขนาดนั้นเรายังต้องไปช่วยออกค่าน้ำมันให้อีกหรือ...
โดย...สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า
ในที่สุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับ 30 บาทต่อลิตร ก็ถูกนำมาใช้ โดยการตรึงราคานั้น รัฐจะต้องมีค่าใช้จ่าย (ไม่ว่าจะจ่ายชดเชยด้วยกองทุนใดหรือรูปแบบใดก็ตาม) เกิดขึ้นเป็นจำนวนเงินมากพอประมาณ
ทั้งนี้ขึ้นกับว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะถีบตัวสูงขึ้นไปอีกมากน้อยเพียงใด และจะคงอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานเพียงใด การดำเนินมาตรการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร จะมีผลกระทบทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น และจะเป็นแรงผลักดันที่จะก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยจนทำให้เกิดความเสียหายได้
เหตุผลดังกล่าวฟังแล้วก็ดูเข้าท่าดี แต่ก็ชวนให้มีข้อสงสัยบ้างว่า ทำไมต้องเป็น 30 บาทต่อลิตร? เป็น 29 บาทต่อลิตรเลยดีกว่าหรือเปล่า จะได้ปลอดภัยจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยก็ไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ? หรือจะเป็น 32 บาทต่อลิตรดี จะได้ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐมากเกินไป?
ที่สำคัญกว่านั้นคือ รัฐรู้ได้อย่างไรว่าถ้าเกินกว่า 30 บาทแล้ว จะทำให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้นมากจนกระทั่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมเมื่อเทียบกับการปรับให้ราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาด
เพราะถ้ามองกลับกันว่าเมื่อราคาน้ำมันดีเซลแพงขึ้น การใช้น้ำมันดีเซลของคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจก็จะมีการประหยัดมากขึ้น หรือมีการใช้อย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อมากอย่างที่เราหวาดกลัวกันก็ได้ การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้ออาจมาจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีกหลายประการ
อย่าลืมว่าช่วงเวลาหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยปรับขึ้นไปถึงเกือบ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยขณะนั้นก็น่าจะสูงกว่า 30 บาทต่อลิตร
แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าในตอนนั้นมีคนบ่นกังวลหรือหวาดกลัวเงินเฟ้อกันบ้างหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากนำเสนอในวันนี้จะเป็นเรื่องของความไม่สอดคล้องของนโยบายที่ออกมาเป็นครั้งคราว ขาดการบูรณาการจนอาจจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมได้
ใช่ครับ ผมกำลังหมายถึงกลุ่มคนที่ใช้น้ำมันเบนซินในชีวิตประจำวันที่ต้องรับกรรมนอกจากจะต้องจ่ายค่าน้ำมันราคาแพงกว่าแล้ว ส่วนหนึ่งยังต้องจ่ายไปเพื่อการอุดหนุนผู้ใช้น้ำมันดีเซลอีกด้วย (จ่ายแทนผู้ใช้น้ำมันดีเซล)
ถ้าจะว่าไปแล้ว ในสถานการณ์ที่มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่าราคาตลาดนั้น ประโยชน์ทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้ใช้น้ำมันดีเซลนั่นเอง ยิ่งใช้มากก็ยิ่งได้ประโยชน์มาก ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าในอดีตเราเคยคิดกันว่าน้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันประเภทที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นคนจน (เป็นน้ำมันคนจน) ในขณะที่น้ำมันเบนซิน ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอันจะกินแล้ว (เป็นน้ำมันคนรวย) การอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยกว่า โดยกลุ่มผู้มีรายได้มากกว่าด้วยวิธีการตรึงราคาก็ดูเหมือนจะสมเหตุผล
เพราะ (ในอดีตอีกเหมือนกัน) พาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลส่วนใหญ่เป็นรถยนต์เพื่อการขนส่ง และรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล (รถเก๋ง) จะใช้น้ำมันเบนซิน แต่เราคงจะลืมนึกไปว่า ในปัจจุบันโครงสร้างการใช้น้ำมันประเภทต่างๆ ก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างพอสมควร โดยจะเห็นได้จากการที่เรามีรถเก๋งที่ใช้โดยผู้มีอันจะกินหลายยี่ห้อก็เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซลแทนเบนซิน
ความต่อเนื่องของการใช้มาตรการในการโอบอุ้มผู้ใช้น้ำมันดีเซลของไทย มีผลทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดข้อเสียเปรียบของการใช้น้ำมันดีเซลจนทำให้รถรุ่นเดียวกันที่ขับเคลื่อนโดยใช้น้ำมันดีเซลกลับมีราคาแพงกว่ารถที่ใช้น้ำมันเบนซินไปแล้ว ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้ตลอดอายุของการใช้งาน
ที่แสบยิ่งกว่านั้นคือ ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีรถยนต์หรูหราราคาแพงคันละหลายล้านบาท เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลขับกันเกลื่อนบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ก็เลยทำให้เกิดความงุนงงเพิ่มขึ้นไปอีกว่าคนที่มีปัญญาใช้รถยนต์ราคาแพงขนาดนั้นเรายังต้องไปช่วยออกค่าน้ำมันให้อีกหรือ
ซ้ำร้ายคนที่ไปช่วยออกค่าใช้จ่ายให้กลับเป็นคนที่มีรายได้น้อยกว่า คือ กลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซินนั่นเอง ได้แก่ ผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะประจำวัน กลุ่มคนรายได้ปานกลางที่ใช้รถเก๋งแต่บังเอิญไม่มีรถรุ่นที่ใช้น้ำมันดีเซลให้เลือกใช้ ซึ่งยิ่งใช้มากเท่าไร ก็ออกเงินไปจ่ายแทนผู้ใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้นเท่านั้น (โดยทางอ้อมผ่านกองทุนน้ำมันและภาษีน้ำมัน)
เข้าทำนองว่าเก็บภาษีคนจนไปช่วยจ่ายค่าน้ำมันให้คนรวย อย่างน้อยในกรณีนี้
เพื่อเป็นการลดความไม่เท่าเทียมของการใช้พลังงานประเภทต่างๆ คือ คนใช้น้ำมันเบนซินไม่ได้มีความผิดอะไร คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นโจรหรือเป็นผู้ร้ายเพราะเลือกใช้น้ำมันเบนซิน (หรือไม่มีทางเลือกจึงต้องใช้น้ำมันเบนซิน)
เหตุใดคนกลุ่มนี้จึงต้องเป็นผู้แบกรับภาระส่วนนี้
ถ้าเราจะคิดว่าการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทยควรจะใช้เพื่อการขนส่ง ใช้โดยผู้มีรายได้น้อยกว่าในสังคม และภาครัฐต้องการอุดหนุนการใช้เหล่านี้ ก็ควรจะมีมาตรการอื่นประกอบการใช้มาตรการตรึงราคาเพื่อลดแรงจูงใจในการใช้น้ำมันดีเซลของกลุ่มคนที่เราไม่เห็นว่ามีความจำเป็น
เช่น การเก็บภาษีรถยนต์โดยสารส่วนบุคคลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลสูงกว่าปกติ ด้วยเหตุผลว่าเป็นการใช้น้ำมันผิดประเภท แต่ถ้าเราไม่ต้องการจะไปขัดขวางทางเลือกใช้ประเภทของน้ำมัน ปล่อยให้การใช้น้ำมันประเภทต่างๆ เป็นไปตามความเหมาะสมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาครัฐก็ไม่ควรจะเข้าไปแทรกแซงราคา ปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ของมันในการกำหนดราคา และปริมาณการใช้ ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่า
การตรึงราคาน้ำมันดีเซลในลักษณะนี้แม้ว่าจะเป็นมาตรการในระยะสั้น ก็จะมีผลส่งเสริมการใช้ดีเซลมากเกินไปในระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้โครงสร้างการใช้พลังงานเชื้อเพลิงบิดเบือนไปและไม่เป็นผลดีต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิงแต่อย่างใด
ลองคิดกันให้ดีว่าในระบบเศรษฐกิจไทย ใครกันแน่ที่เป็นชาวเบนซิน แล้วใครเป็นชาวดีเซล ตกลงกลุ่มไหนประกอบด้วยคนที่มีรายได้มากกว่า อาจจะลองเปรียบเทียบระหว่างข้าราชการซี 5 ซี 6 (ที่ใช้เบนซินสำหรับรถยนต์ขับมาทำงาน) กับเจ้าของบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ที่มีรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลหลายคัน และใช้รถหรูราคาแพงเครื่องยนต์ดีเซลเป็นรถส่วนตัว ก็น่าจะพอเห็นภาพได้
ผมคิดว่าอาจจะถึงเวลาที่เราต้องกลับมาทบทวนการใช้มาตรการตรึงราคา หรือแทรกแซงราคา ในระบบเศรษฐกิจไทยกันให้รอบคอบมากกว่านี้
เพราะทุกวันนี้ผมเริ่มจะไม่ค่อยแน่ใจว่า สินค้าที่เราซื้อใช้กันอยู่ในระบบเศรษฐกิจมีอะไรบ้างที่ไม่ถูกควบคุมราคาหรือรายการสินค้าควบคุมจะยาวกว่ารายการสินค้าไม่ควบคุมหรือเปล่า
และที่สำคัญเหตุผลของการเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าของภาครัฐจริงๆ แล้วคืออะไร มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ อันนี้คงต้องพิจารณาให้ดีโดยต้องใช้ประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง มากกว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนบางกลุ่มเท่านั้น







