
แกะรอยจากเอทีเอ็มแก๊งเรียกค่าไถ่จนมุม
การกัดไม่ปล่อยของตำรวจสืบสวนภูธรภาค 1 ประกอบกับการประสานงานอย่างมืออาชีพกับธนาคาร จึงทำให้ “ตี๋” หรือ วิเชียร สวัสดี โจรร้ายแห่งลุ่มน้ำภาคกลาง
การกัดไม่ปล่อยของตำรวจสืบสวนภูธรภาค 1 ประกอบกับการประสานงานอย่างมืออาชีพกับธนาคาร จึงทำให้ “ตี๋” หรือ วิเชียร สวัสดี โจรร้ายแห่งลุ่มน้ำภาคกลาง
ที่มีประวัติทั้งยาเสพติด และรีดทรัพย์ ต้องจนมุมกับโปลิศ หลังจากก่อคดีอุ้มเรียกค่าไถ่รีดเอาเงินจากเจ้าทรัพย์ถึง 1 ล้านบาท ทั้งที่ตัวเองมีคดีเป็นชนักติดหลังยาวเป็นหางว่าว
สมชาย แสงมณี อายุ 27 ปี ลูกชายเศรษฐินีเจ้าของกิจการลูกชิ้นปลากรายชื่อดังในตลาดยิ่งเจริญ เป็นเหยื่อรายล่าสุดของตี๋ เขาถูกดักอุ้มไปจากหน้าห้างสรรพสินค้าเซียร์รังสิต จ.ปทุมธานี หวังเรียกค่าไถ่ 3 ล้านบาท เพื่อแลกกับชีวิต แต่ยอมลดลงเหลือ 1 ล้านบาท เมื่อถูกขอร้อง การไล่ล่าแก๊งวายร้ายจึงเปิดฉากขึ้นหลังจากนั้น
เช้าของวันศุกร์ที่ 11 ก.พ. พ.ต.ท.อุเทน นุ้ยพิน รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผกก.ศสส.ภ.1) นายตำรวจที่เชี่ยวชาญด้านแกะรอยเส้นทางทางการเงิน ถูกผู้การฯ ศูนย์สืบสวนฯ พล.ต.ต.ทวิชชาติ พละศักดิ์ แจ้งให้ทราบมีคดีเรียกค่าไถ่ และเงินจำนวน 1 ล้านบาท จะต้องถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งภายในสิบโมงเช้าวันนี้
อุเทนบึ่งไปสำนักงานของธนาคารเป้าหมาย เพื่อแกะรอยว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกหย่อนไปยังที่ใด และนั่นคือกระดูกชิ้นแรกที่จะเอื้อมมือไปถึงตัวคนร้ายได้ และไม่นานนักห้องเล็กๆ ของธนาคารก็กลายเป็นวอร์รูมย่อย คอมพ์หลายเครื่องตั้งไว้เพื่อแกะรอยอย่างเต็มพิกัด
อุเทนสื่อสารกับทวิชชาติในฐานะผู้ควบคุมคดี ผ่านทางโทรศัพท์ โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ลงมาคุมคดีเอง เมื่อญาติของสมชายโอนเงินเข้าบัญชีทันที 5 แสนบาท หลังโอนเข้าไปเพียง 3 นาที อุเทนกับเจ้าหน้าที่ธนาคารก็เห็นผ่านจอคอมพ์ทันทีว่า เงินสด 2 แสนบาท ถูกกดออกไปทันที
และนี่นับเป็นเบาะแสแรกที่รู้ว่าแก๊งนี้อยู่ที่ไหน เงินถูกกดจากตู้เอทีเอ็มที่หน้าร้าน วี ช็อป ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง จึงประสานไปยังทวิชชาติและอัศวินทันที เพื่อแจ้งยังชุดสืบสวนของ จ.ระยอง แต่ไม่ทันเป้าหมายเคลื่อนตัวออกไปก่อน และโชคร้ายเมื่อตู้เอทีเอ็มที่ถูกกดเงินออกไป “ไม่มีกล้องวงจรปิด”
อุเทนจึงเปลี่ยนแผนเช็กจากโทรศัพท์ที่วายร้ายโทร.มายังคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารหลายครั้งเพื่อเช็กยอดเงินการแกะรอยทางเทคนิคก็พบว่า คนร้ายกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าเข้ามายังกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันก็พบความเคลื่อนไหวว่า คนร้ายได้กดเงินอีกครั้งจำนวน 3 แสนบาท โดยใช้ตู้เอทีเอ็มที่หน้าโรงพยาบาลปิยะเวช จ.ชลบุรี คราวนี้ไม่พลาด เจ้าหน้าที่ธนาคารดึงรูปมาดูได้
แต่ภาพที่เห็นแทบไม่ช่วยอะไรเลย คนร้ายได้สวมหมวกแก๊ป ปิดด้วยผ้าคาดปาก และสวมแว่นดำอันโต เห็นเพียงรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ที่คนร้ายกดเงินเสร็จก็ขับออกไปมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ทันที
แม้ตำรวจทางหลวงจะเรียกจอดเพื่อตรวจค้นบนมอเตอร์เวย์ที่ด่านย่านลาดกระบัง ก็ต้องปล่อยไปเพราะไม่มีเหยื่ออยู่ มารู้ภายหลังแล้วว่าเสียทีพวกมันเพราะเป็นเพียงทีมกดเงินเท่านั้น” อุเทน เล่าให้ฟัง
เมื่อหลุดจากตำรวจทางหลวงมาได้แบบเฉียดฉิว รถวิ่งตัดออกจากเส้นทางมอเตอร์เวย์ไปยังถนนกิ่งแก้ว อุเทนจึงหารือกับทวิชชาติผ่านทางโทรศัพท์ เพราะรู้ดีว่าเงินอีกครึ่งหนึ่งต้องโอนเข้าอีกครั้งในวันนี้ และแก๊งคนร้ายต้องบีบให้โอนตอนเที่ยงคืน เวลาที่จะกดเงิน 5 แสนบาทที่เหลือได้อีกครั้ง หากพวกวายร้ายกดเงินล็อตนี้ไปได้ แน่นอนว่าตามดมกลิ่นไม่พบแน่ และนั่นย่อมเสี่ยงกับชีวิตเหยื่อด้วย
ในที่สุดทั้งหมดก็ตัดสินใจเป็นหนึ่งเดียวกันว่า จะลดวงเงินของบัตรลงมาให้กดได้เพียง 1 แสนบาทต่อวัน จึงวางแผนบังคับทางอิเล็กทรอนิกส์ให้บัตรกดได้เฉพาะของธนาคารเจ้าของบัตร และกดได้เฉพาะตู้เอทีเอ็มในปั๊มน้ำมัน ปตท. ริมทางหลวงเท่านั้น และนี่จึงนับเป็นครั้งแรกที่อุเทนกับชุดสืบสวนเปิดเกมเล่นกับมันผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเปิดหน้าชก
ในที่สุดคนร้ายก็ไปถอนเงินเต็มจำนวน 1 แสนบาท จากตู้เอทีเอ็มในปั๊ม ปตท. ริมถนน เลขที่ 347 ลาดหลุมแก้วปทุมธานี แต่ตำรวจ สภ.ลาดหลุมแก้ว ช้าไปก้าวไม่ทันตะครุบ
เวลาไล่เลี่ยกัน อุเทนพบอีกครั้งว่าเงินถูกกดจากตู้เอทีเอ็มในปั๊ม ปตท. หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งขาเข้า แต่ก็กดไม่ได้ และสักพักคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารก็ได้รับสายจากทางฝั่งคนร้ายให้ขยายวงเงินเป็นวงเงินเต็มจำนวน อุเทนตัดสินใจอีกครั้งลดจำนวนเงินมันลงมาให้เหลือ 2 แสนบาท
เงินจำนวน 2 แสนบาท ที่โอนเข้าไปใหม่นั้นมีสัญญาณให้อุเทนเห็นอีกครั้งว่า ถูกกดที่ตู้เอทีเอ็มในปั๊มย่านเชียงกง รังสิต เขายกหูบอกไปยังทวิชชาติทันที และครานี้ไม่มีพลาดตำรวจพุ่งเข้าไปในปั๊ม พร้อมไล่ตามจับและจนมุมตรงด่านสกัดบริเวณนวนครขาออก
ธวัชชัย ช้างต่อ เจ้าของฉายา “เอส อ่างทอง” วัย 30 ปี สุนทร ลาภโสภา อายุ 37 ปี และ น.ส.สายพิณ ลื่นกลาง อายุ 28 ปี เมียสุนทร ถูกสวมกุญแจมือลากตัวไปโรงพักทันที ในที่สุดก็ยอมรับตรงกันว่ามีวิเชียร หรือ ตี๋ เป็นหัวหน้าใหญ่
ราวตี 2 ของคืนวันเดียวกัน ญาติก็ได้รับการติดต่อจากลูกเจ้าของลูกชิ้นปลาถูกวิเชียรปล่อยตัวทิ้งไว้ที่ถนนพหลโยธินขาเข้า กม.30 ตำรวจจึงไปรับตัวทันที ถึงตอนนี้เชื่อกันว่า ตี๋รู้แล้วว่าพรรคพวกมันโดนรวบ จึงคิดว่าการปล่อยตัวเหยื่อไปจะดีที่สุด อย่างน้อยที่สุดตำรวจอาจจะเลิกตามดมกลิ่นมัน และมันจะหนีไปง่ายยิ่งขึ้น
เช้าวันที่ 12 ก.พ. อุเทนถูกเรียกตัวอีกครั้งหลังจากงีบไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้การฯ ทวิชชาติ ประกาศว่า จะต้องแกะรอยตามตัววิเชียรให้ได้ เขาไม่รอช้าเมื่อนึกได้ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนที่รวบได้ก่อนหน้านี้บอกว่าได้แวะโอนเงินที่ตู้ฝากเงินอัตโนมัติย่านถนนกิ่งแก้ว ไปยังบัญชีของเมียวิเชียร 3 แสนบาท แต่จำเลขบัญชีไม่ได้
อุเทนพร้อมด้วยชุดสืบสวนไปยังตู้โอนเงินนั้นทันที เพื่อคุ้ยขยะหาสลิปจนเจอถูกทิ้งไว้ในถังขยะ และเมื่อตรวจสอบสเตตเมนต์ของบัญชีนั้นก็พบว่า เป็นชื่อบัญชีของ น.ส.เปรมฤดี วงค์อภิรักษ์ อายุ 24 ปี มีการถอนเงิน 2 ครั้ง ในคืนที่ผ่านมา และครั้งล่าสุดได้กดเงินออกไป 2 แสนบาท จากตู้เอทีเอ็มหน้า 7-11 โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา กม.8 และจุดนี้เองที่ได้ภาพปัจจุบันของวิเชียร เพราะมากดเงินด้วยตัวเอง
เขาตามดูพฤติกรรมของวิเชียรอยู่นาน และไปตามจับบุคคลทั้งสองได้บริเวณห้างเดอะมอลล์บางกะปิ ก่อนจะเปิดปากสารภาพ สิ้นลายเสือผักไห่ ลุ่มน้ำแดนอยุธยา หลังจับกุมตำรวจเข้าค้นบ้าน พบว่าคล้ายคลังแสงย่อมๆ มีอาวุธสงครามหลายชนิด อาทิ เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก อาก้า 2 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ลูกระเบิดเอ็ม 79 กระสุนหลายร้อยนัด และปืนสั้นอีกจำนวนมาก และนั่นจึงเป็นการปิดฉากคดีนี้อย่างสมบูรณ์แบบ







