
วิกฤตโลกอาหรับกุญแจปลดล็อกโอกาสนักลงทุน
ท่ามกลางเหตุนองเลือดในลิเบียที่กำลังคุกรุ่น พร้อมแนวโน้มที่ปัญหาจะขยายวงไปทั่วภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลาง
ท่ามกลางเหตุนองเลือดในลิเบียที่กำลังคุกรุ่น พร้อมแนวโน้มที่ปัญหาจะขยายวงไปทั่วภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลาง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ท่ามกลางเหตุนองเลือดในลิเบียที่กำลังคุกรุ่น พร้อมแนวโน้มที่ปัญหาจะขยายวงไปทั่วภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลาง คงเป็นเรื่องที่ “เชื่อได้ยาก” หากจะบอกว่าในวิกฤตการณ์โลกอาหรับที่กระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกครั้งใหม่ในวันนี้กลับแฝงไว้ด้วย “โอกาส” สำหรับนักลงทุนทั่วโลกอยู่
แต่เชื่อเถิดว่าเมื่อควันไฟ เสียงปืน และการจลาจลที่แสนอลหม่านสงบลง โอกาสที่ว่าจะมาให้เห็นอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องอดใจรอกันยาวๆ สักหน่อยเท่านั้น
ในระยะสั้นปัญหาในโลกอาหรับจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และจะยิ่งกระตุ้นปัญหาเงินเฟ้อในหลายประเทศให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ทว่าในระยะยาว นี่คือการ “รื้อโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่” ขับไล่เผด็จการที่ครองอำนาจและผลประโยชน์เบ็ดเสร็จกันเพียงไม่กี่ตระกูล และปลดล็อกให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยทั่วโลกเข้าไปแข่งขันกันได้อย่างสะดวกมากขึ้น
เจมส์ ซาฟ์ต คอลัมนิสต์ด้านเศรษฐกิจจากรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า แทนที่จะหวาดผวากับปรากฏการณ์ประท้วงขับไล่ผู้นำในโลกอาหรับ บรรดานักลงทุนน่าจะยินดีกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นมากกว่า
ประการแรก ยิ่งผู้นำเผด็จการมีจำนวนลดน้อยลงเท่าไร การคอร์รัปชันเก็บเล็กเก็บน้อยเข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องก็น่าจะยิ่งน้อยลงเท่านั้น และยังเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมมากขึ้น
หากพิจารณาจากเครือข่ายธุรกิจของบรรดาผู้นำจอมเผด็จการในโลกอาหรับ ทั้งที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วอย่างตูนิเซียและอียิปต์ หรือผู้นำที่เก้าอี้กำลังสั่นคลอนอย่างหนักอย่างลิเบียแล้ว จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาแห่งการครองอำนาจอันยาวนานไม่ต่ำกว่า 30 ปี ผู้นำเหล่านี้มักอาศัยอิทธิพลทางการเมืองเข้ากุมอำนาจและผูกขาดธุรกิจในประเทศ เพื่อสั่งสมความมั่งคั่งเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยไม่สนใจความทุกข์ยากหรือปากท้องของประชาชน
ยกตัวอย่างตระกูลเบน อาลี ของประธานาธิบดี ซีเน เอลอาบิดีน เบน อาลี แห่งตูนิเซีย ที่คาดว่าน่ามีทรัพย์สินกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แน่นอนว่าลำพังเงินเดือนประธานาธิบดี และรายได้จากการทำธุรกิจคงไม่ทำให้ครอบครัวเบน อาลี อู้ฟู่เช่นนี้ แต่ทั้งหมดเป็นผลจากการใช้อิทธิพลทางการเมืองสยายปีกเข้าไปถือครองหุ้นในกิจการต่างๆ ของชาติ ทั้งภาคธนาคาร การขนส่งทางอากาศ อสังหาริมทรัพย์ กิจกรรมโทรคมนาคม และสื่อสารมวลชน
ตลอดเวลากว่า 30 ปีในการครองอำนาจ ตระกูลเบน อาลี และตระกูลทราเบลซี ของสตรีหมายเลข 1 ยังเข้าไปครอบครองธนาคาร 44 แห่ง ร้านค้า 66 แห่ง โรงงานอุตสาหกรรม 11 แห่ง ไว้ใต้ชายคา แบบไม่แคร์สายตาคนทั่วโลก ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมการรับสินบนเงินใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกในการอนุมัติข้อตกลงการค้าต่างๆ ของรัฐ
เช่นเดียวกับตระกูลกัดดาฟี ข้อมูลจากเอกสารทางการทูตของสหรัฐเมื่อปี 2549 ซึ่งวิกิลีกส์แฉว่าครอบครัวกัดดาฟีไม่เพียงมีผลประโยชน์มหาศาลในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังมีรายได้มหาศาลจากการกระจายเครือข่ายจัดสรรความมั่งคั่งให้ลูกทั้ง 8 คน ด้วยการเข้าไปผูกขาดธุรกิจประเภทโทรคมนาคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โรงแรม สื่อมวลชน และธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากที่ผ่านมาบรรษัทต่างชาติจะต้องพบกับอุปสรรค หรือต้องทำใจกับธรรมเนียมการจ่ายใต้โต๊ะเพื่อกรุยทางในการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้
แม้แต่ในอียิปต์เองก็เป็นที่รู้กันว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจในอียิปต์ ต้องรู้ธรรมเนียมการเจียดรายได้ราว 50% ของรายได้ทั้งปีให้กับครอบครัวมูบารัก ของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก โดยเฉพาะดีลเกี่ยวกับอาวุธ อสังหาริมทรัพย์ในไคโร หรือสนใจเข้าไปลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวอย่างฮูร์กาดา และชาร์มเอลเชค ก็ต้องยอมจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับครอบครัวมูบารัก
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้ ซาฟ์ต มองว่า เมื่อผู้นำเผด็จการเหล่านี้ถูกขับไล่ออกไป จะกลายเป็นผลดีต่อประเทศเหล่านี้ ในการกระจายความมั่งคั่ง หรือกระจายรายได้ไปสู่ประชากร ซึ่งมีรายได้ห่างจากบรรดาผู้นำกลุ่มนี้อยู่หลายขุม
ประการต่อมาคือ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำคนต่อไปหลังการลุกฮือของประชาชน และไม่ว่าจะได้ประชาธิปไตยอย่างที่ใจหวังหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลนั้นๆ จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ทั้งลดการคอร์รัปชัน สร้างความเป็นธรรม และเปิดกว้างสำหรับธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐและเอื้อต่อปากท้องของประชาชน
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาปากท้องจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยปัญหาการว่างงานของคนหนุ่มสาว และภาวะสินค้าราคาแพง คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การลุกฮือทางการเมืองในโลกอาหรับวันนี้
อย่างในลิเบียเชื่อว่าเมื่อพายุการเมืองสงบลง รัฐบาลคงต้องเร่งหาเงินเข้าประเทศด้วยการเพิ่มตัวเลขส่งออกน้ำมันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยังรวมถึงการลงทุนในสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งเพื่อการพัฒนาและเพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ปัจจุบันหรือก่อนที่จะเกิดการลุกฮือขึ้นของประชาชน ลิเบียกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจ หลังจากที่สหประชาชาติยกเลิกการคว่ำบาตรต่อลิเบียในปี 2549 และลิเบียก็อยู่ระหว่างการพยายามเข้าสู่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และยังได้เข้าร่วมการประชุมสำคัญระดับโลกอยู่หลายครั้ง ท่ามกลางการเข้าไปของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น หากผู้นำคนใหม่เข้ามาแทนที่กัดดาฟี ก็เป็นที่ชัดเจนว่าจะต้องสานต่อ หรือยิ่งปฏิรูปเศรษฐกิจให้ “ทันใจ” หรือกระจายรายได้ให้ทันต่อปากท้องของประชาชนมากขึ้น
เช่นเดียวกับอียิปต์ที่มีแนวโน้มว่าหลังยุคมูบารัก อียิปต์จะหันมาใช้ประโยชน์จากการเป็นที่ตั้งคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ด้วยการเปิดเสรีให้มีเรือขนส่งสินค้าแล่นผ่านได้มากขึ้น เพื่อดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ
มีรายงานว่าอียิปต์กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนและตีพิมพ์ระเบียบปฏิบัติของภาคเอกชนฉบับใหม่ หลังจากที่มีการทบทวนครั้งล่าสุดไปเมื่อปี 2548 เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของโลก หลังผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งล่าสุดมา ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดการในเรื่องความโปร่งใสให้ดีขึ้น และยังอาจมีมาตรการทางภาษี หรือมาตรการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น หลังจากที่ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ และอาจฉุดให้จีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้ ลดลงมาขยายตัวที่ 4.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 6%
จึงเป็นที่ชัดเจนในระดับหนึ่งว่า ในอนาคตหลังปัญหาทางการเมืองสิ้นสุดลง การลงทุนและการแข่งขันอย่างเสรีเป็นธรรม น่าจะเบ่งบานในตะวันออกกลางได้ดีขึ้น
และเมื่อถึงจุดนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับภาคเอกชนและรัฐบาลของแต่ละประเทศทั่วโลกว่า จะพร้อมสำหรับการแข่งขันที่ถูกยกเครื่องใหม่ครั้งนี้กันมากเพียงใด
ปัจจุบันประเทศไทยมีการเข้าไปลงทุนและส่งออกไปตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือกันมากขึ้น โดยเฉพาะเป็นการเปลี่ยนทิศลงทุนหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐและยุโรป เมื่อปี 2551 เป็นต้นมา
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับลิเบีย ในปี 2553 มีมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางการตั้งเป้าในปี 2511 ให้มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 10–20%
ขณะที่กลุ่มธุรกิจพลังงานและการก่อสร้าง อาทิ บริษัท ปตท. และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ก็เป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่เข้าไปเจาะการลงทุนในตะวันออกกลางได้ในระดับหนึ่งมาแล้ว ยังไม่นับธุรกิจด้านบริการตามเมืองท่องเที่ยวในอียิปต์ อย่างไคโรและชาร์มเอลเชค
ภายหลังการปรับกฎระเบียบการค้ายกเครื่องเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ในหลายประเทศตะวันออกกลาง คาดว่าการแข่งขันน่าจะดุเดือดยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อวัดกันที่ศักยภาพในการแข่งขัน หลังได้รับการยกเครื่องด้านความโปร่งใสในระดับหนึ่ง
ถึงเวลานั้นก็ได้เวลาวัดกันที่ฝีมือของเอกชนและกึ๋นของรัฐบาลว่าพร้อมทะลวงโอกาสที่จะมาถึงแค่ไหน...







