
มีดจ่อคอปล้นแคมป์ประสบการณ์ระทึกแรงงานไทย
แรงงานไทยกลุ่มแรกรวม60คน เดินทางกลับถึงมาตุภูมิ ประสบการณ์ในแดนมิคสัญญีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เปี่ยมไปด้วยความพรั่นพรึง...
แรงงานไทยกลุ่มแรกรวม60คน เดินทางกลับถึงมาตุภูมิ ประสบการณ์ในแดนมิคสัญญีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เปี่ยมไปด้วยความพรั่นพรึง...
เวลา 04.00 น. วันที่ 23 ก.พ.โครม!! เสียงเปิดประตูดังสนั่น ทำลายความเงียบสงัดในแคมป์คนงานก่อสร้างสถานีน้ำมันกลางทะเลทรายห่างจากกรุงตริโปลีเมืองหลวงประเทศลิเบียกว่า 300 กิโลเมตร ปลุกให้ พิสิทธิ์ คนล้ำ ชาวลำปางซึ่งมาขายหยาดเหงื่อไกลบ้านสะดุ้งตื่น
ไม่ทันได้หายสะลึมสะลือ เขาก็ถูกชายฉกรรจ์คนหนึ่งกระชากให้ลุกจากที่นอนพร้อมกับเอามีดยาว 1 ฟุตจ่อลำคอ สำทับด้วยเสียงตวาดดังว่า “Key Key!!”พิสิทธิ์เข้าใจโดยไวว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาเพราะได้รับทราบข่าวคราวการต่อสู้ประท้วงรัฐบาลของประชาชนชาวลิเบียอยู่ก่อนแล้ว
แคมป์คนงานกำลังโดนปล้น!!
“ในความรู้สึกของผมก็กลัวนะ เพราะผมนอนอยู่ ใส่กางเกงตัวเดียว อยู่ๆ มันก็เปิดเข้ามาเลย ไม่ได้ล็อกห้องด้วย มันดึงผมลุกเอามีดจ่อคอถามหากุญแจ บอกว่า Key Key! ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่คนขับรถ ไม่ใช่ไดรฟ์เวอร์ มันก็คุมผมไปข้างนอก”
เมื่อออกมานอกห้องเขาก็เห็นเพื่อนในแคมป์อีก 20 กว่าคน ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์นับ 10 คน ยืนถือทั้งปืนทั้งดาบรื้อค้นค่ายพัก ส่วนคนที่คุมตัวเขาก็ทำท่าจะฟัน จนเขาต้องพร่ำบอกว่า ผมไม่ใช่คนขับรถซ้ำๆ ไปมาอยู่นั่น
โชคยังดีที่โจรอีกคนไปหากุญแจมาสตาร์ตรถได้ เจ้าคนที่คุมตัวเขาจึงผละไปขึ้นรถแล้วหนีออกไป ทิ้งให้เขายืนตะลึงต่อไปอีกชั่วขณะ “ตอนนั้นผมกลัวมาก นึกถึงแต่ทางบ้าน ลูก เมีย เราก็ทำงานมาเยอะจะมาตายตรงนี้ก็ไม่ดี” พิสิทธิ์ กล่าว
เช่นเดียวกับ สำรวย จันทรประจักษ์ ชาวกรุงเทพฯ เพื่อนร่วมแคมป์ของพิสิทธิ์ที่กล่าวแบบติดตลกว่า เพิ่งเถียงกับหัวหน้าคนงานไปหยกๆ ว่ากระแสการประท้วงจะเกิดขึ้นในลิเบียหรือไม่
“จริงๆ แล้วกัดดาฟีเป็นคนแข็งนะ ใครแข็งนี่เขายิงทิ้งหมด หัวหน้าไซต์งานผมยังบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลิเบียจะมีการประท้วง ผมก็เถียงว่าเดี๋ยวก็ลามมาที่นี่” สำรวย กล่าวคุยได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็เกิดเหตุประท้วงกันเลย
สำรวยบอกว่า แม้จะรู้ว่าประท้วงกันก็รู้เพียงผิวเผิน เพราะต้องทำงานกลางทะเลทราย แต่มารู้ซึ้งถึงสถานการณ์เข้าก็ตอนโดนปล้นแคมป์นี่แหละผู้บุกรุกจู่โจมแคมป์ช่วงตอนตี 4 แม้จะมี รปภ.เฝ้าค่ายแต่ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะ รปภ.ก็โดนจี้ด้วย สำรวยบอกว่าผู้บุกรุกทุบกระจกเอาคอมพิวเตอร์ อาหารและรถยนต์ไปหมด
อย่างไรก็ตาม เขายังมองโลกในแง่ดีว่าถ้าเราไม่ขัดขืน เขาไม่ทำอะไรเรา เขาเพียงแค่เอารถเอาอาหารไปเท่านั้น
“ผมคิดว่าเป็นพวกชาวบ้านที่ประท้วงนั่นแหละ เขาคงมาปล้นเพื่อเอาสิ่งของไปใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล” สำรวย กล่าว
สำรวยเล่าให้ฟังว่าจากการรับรู้ของเขา ทราบว่าทุกเมืองที่มีการลุกฮือต่อสู้รัฐบาล แคมป์คนงานในเมืองนั้นๆ จะถูกปล้นสะดมหมด
เมื่อเกิดการปล้นค่ายพักเช่นนี้ บริษัทนายจ้างคือ MAN ferrostaal AG ของประเทศเยอรมนีจึงตัดสินใจอพยพคนงานออกนอกประเทศทั้งหมด โดยพาคนงานไทยรวม 16 คนไปขึ้นเครื่องบินที่กรุงตริโปลีเข้าสู่เยอรมนี ก่อนจะส่งตรงด้วยสายการบินแอร์เบอร์ลินกลับสู่เมืองไทยเมื่อวานนี้
“โทรศัพท์มือถือผมก็โดนเอาไป ติดต่อใครไม่ได้เลย นี่มาถึงกรุงเทพฯ แล้ว เมียผมยังไม่รู้เลยนะ” สำรวย ทิ้งท้าย
นอกเหนือจากคณะแรงงานจากเยอรมนีแล้ว เวลา 07.00 น. วันที่ผ่านมายังมีแรงงานไทยอีก 33 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัท SNC LAVALIN ที่ทำงานก่อสร้างสนามบินในเมืองเบงกาซีก็เดินทางสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่เช่นกัน
พรชัย การินทร์ ชาว จ.น่าน อายุ 54 ปี ผู้ที่ไปทำงานในลิเบียได้ 2 ปี บอกว่า รู้สึกเสียขวัญอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคนร้ายปล้นยานพาหนะ อาหาร แต่โชคดีที่ไม่ทำร้ายคนต่างชาติ การได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดอีกครั้งเหมือนชีวิตได้เกิดใหม่ หลังจากต้องหนีตายข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นเวลา 3 วันเต็ม
แม้ว่าเพิ่งผ่านสงครามกลางเมือง และความตายที่อยู่แค่ปลายลมหายใจ แต่พรชัยยืนยันว่าหากสถานการณ์ในลิเบียปกติและบริษัทจัดหางานต้องการคนงานเขาก็ต้องการกลับไปทำงานอีก แม้บ้านเกิดจะปลอดภัย แต่ไม่มีงานที่ไหนให้รายได้ดีเท่าลิเบีย
“ผมได้เงินเดือนเกือบ 2 หมื่นบาท ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมาสามารถคืนเงินกู้เพื่อเดินทางไปทำงาน 1.2 แสนบาทหมดแล้ว หากได้ทำงานต่อจะมีเงินเหลือเก็บให้ลูกเมียที่อยู่เมืองไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” พรชัย กล่าว
ช่างสวนทางกับ คำปุ่น สอเห็ม ชาวขอนแก่น อายุ 44 ปี ผู้ทำงานในลิเบียได้ 1 ปีครึ่ง บอกว่ารู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารมา 1.3 แสนบาท เพื่อมาทำงานหาเงิน แต่ต้องมาเจอเรื่องที่คิดว่าตัวเองจะต้องตายแบบไม่ได้กลับบ้านเกิดเสียแล้ว
คำปุ่น ไม่มีทางเลือกและต้องกลับไปทำงานที่ลิเบียอีกเพราะยังเหลือหนี้ที่กู้ไปทำงานอีก 2 หมื่นบาท
“ผมมีภาระที่ต้องส่งลูกชายเรียนมหาวิทยาลัยอีก ถ้าหากกลัวตายทิ้งงาน ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาส่งให้ลูกเรียนจบได้อย่างไร” คำปุ่น กล่าว
เช่นเดียวกับ เพชร แท่นหิน แรงงานจากหนองคาย ที่แม้จะผ่านเรื่องร้ายกลับแผ่นดินแม่มาได้พบลูกเมียอีกครั้ง แต่มองไปข้างหน้าชีวิตเขายังมืดมน เพราะเพิ่งไปทำงานที่ลิเบียได้ไม่ถึง 3 เดือน ค่าจ้างงวดแรกที่จะจ่ายทุก 3 เดือน เหลืออีกไม่กี่วันจะได้เงินส่งกลับบ้านให้เมียใช้หนี้เลี้ยงลูกอีก 3 คน ต้องหายวูบไปทันที
เพชร เล่าว่าตอนนี้ดีใจที่ได้กลับบ้าน แต่ยังคิดอะไรไม่ออกว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ที่เอาโฉนดบ้านไปค้ำกู้เงินมา 1.1 แสนบาท ทางเดียวก็คือต้องเสี่ยงกลับไปทำงานที่ลิเบีย เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินกลับมาและมีเงินส่งเสียให้ลูกได้รับการศึกษา
“คนจนทางเลือกมีไม่มากนัก ทำอะไรประทังชีวิตคนครอบครัวได้ ถึงเสี่ยงชีวิตก็ต้องทำ ผมกลัวตาย แต่หากไม่เสี่ยงอยู่อย่างนี้ก็ตายทั้งเป็นเหมือนกัน” เพชร กล่าว
ด้วยจำนวนคนมหาศาลที่หลั่งไหลออกจากแดนมิคสัญญี แต่ที่นั่งบนเครื่องบินมีจำกัด แถมยังต้องแย่งชิงกับคนชาติอื่น ทำให้บริษัทนายจ้างต้องคัดเลือกคนกลับด้วยวิธีการจับฉลาก
พหยัด ไชยพรม กล่าวด้วยความดีใจว่า เขาเป็นแรงงานไทยคนแรกที่จับฉลากเพื่อสุ่มเลือกผู้โชคดีเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ เพราะจำนวนตั๋วเดินทางมีจำนวนจำกัด ประกอบการเดินทางก็ยากลำบาก นายจ้างต้องจ้างนักรบชาวลิเบียพาคนไทยขึ้นรถบัสกลับออกมา แต่กระนั้นระหว่างทางก็โดนปล้นชิงทั้งเงิน โทรศัพท์มือถือและข้าวสารไปจนหมด เหลือเพียงเสื้อผ้าชุดเดียว
“ตอนถูกปล้นก็ตะโกนบอกโจรไปว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์” พหยัด กล่าว
เช่นกันกับเหรียญ ศรีดาเดช อายุ 30 ปี ผู้ช่วยกุ๊ก เล่าถึงวินาทีแห่งความเป็นความตายว่า ช่วงเย็นย่ำของวันที่ 20 ก.พ. ขณะกำลังทำงานในร้านอาหารเสียงปืนก็ดังขึ้น กองโจรชาวลิเบียเข้ามาปล้นอาหารภายในร้าน เขาต้องอาศัยหลบอยู่ในร้านจนฟ้าสาง
หลังเสียงปืนสงบเขาหนีกลับเข้าแคมป์คนไทยโดยมีเงินติดตัวอยู่เพียง 40 ดินาร์ หรือ 1,000 บาท ที่ได้ประจำทุกเดือน ส่วนเงินเดือนทั้งหมดนายจ้างจะส่งกลับไปให้ญาติที่อยู่เมืองไทยทุกๆ 3 เดือน
แต่นี่ก็จะครบ 3 เดือนของการทำงาน ไม่รู้ว่าเงินเดือนที่ทำไปจะถูกส่งมาถึงบ้านที่โคราชหรือไม่
วิชัย บุญรักษา อายุ 29 ปี คนงานสำรวจพื้นที่ เล่าว่า หลังจากนี้จะเลือกที่จะอยู่โคราชบ้านเกิดแทนที่จะกลับไปเสี่ยงที่โน่นแล้ว แม้ว่ารายได้ต่อเดือนจะสูงถึง 1.7 หมื่นบาทก็ตาม
“ก่อนมาทำงานที่ประเทศลิเบียต้องเสียค่าหัว 1.4 แสนบาท ทำงานได้ 1 ปี ยังหาเงินใช้หนี้นอกระบบที่กู้ยืมมายังไม่หมด” วิชัย กล่าว
ปิดท้ายด้วย ลอบ หอมนิยม หัวหน้าแรงงานที่มาถึงชุดแรกกล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเมืองไทยและยังห่วงเพื่อนๆ ที่ยังติดอยู่ที่ลิเบีย
ลอบ กล่าวว่า ระหว่างที่อยู่ในแคมป์ เขาติดรูปของในหลวงไว้ที่หัวนอน และช่วงแห่งการประท้วงเสียงปืนดังระงมไปทั่ว เขานึกถึงพระองค์ท่าน ขอพระบารมีช่วยคุ้มครองคนไทยทุกคนให้กลับประเทศอย่างปลอดภัย
...วันนี้เขาก็ได้กลับมาแผ่นดินถิ่นเกิดแล้วจริงๆ...







