
‘โนนมะเขือ’โมเดล หมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร
หมู่บ้านโนนมะเขือ นับเป็นตัวอย่างของหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและประชาคมหมู่บ้านมาปรับใช้....
หมู่บ้านโนนมะเขือ นับเป็นตัวอย่างของหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและประชาคมหมู่บ้านมาปรับใช้....
โดย...นิลา สิงห์คีรี
แม้รัฐบาลประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็น วันงดสุราแห่งชาติ แต่สำหรับชาวบ้านโนนมะเขือ ต.กาบิน อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี ชุมชนกว่า 70 ครัวเรือนแห่งนี้กลับเห็นว่า วันเข้าพรรษาก็แค่เป็นวันสำคัญทางศาสนาวันหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่วันเริ่มต้นงดสุราหรือปลอดอบายมุขทั้งปวง เพราะคนที่นี่เขาใช้ชีวิตแบบปลอดอบายมุขมาจนเรียกได้ว่าเป็น หมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร นานกว่า 4 ปีมาแล้ว
ผู้ที่เป็นเรี่ยวแรงในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน จนประกาศเป็นชุมชนปลอดเหล้าอย่างถาวร คือ พระครูสุภกิจมงคล เจ้าอาวาสวัดบ้านโนนมะเขือ โดยผลักดันแนวคิดจาก วัดปลอดเหล้า ไปสู่ ชุมชนปลอดเหล้า จนสำเร็จ บนพื้นฐานความร่วมมือร่วมใจและความตระหนักของชุมชนที่ได้ร่วมดำเนินการจนถือได้ว่า เป็นแบบอย่างของหมู่บ้านและชุมชนโดยทั่วไป
เจ้าอาวาสวัดบ้านโนนมะเขือ เล่าว่า ได้เริ่มโครงการรณรงค์ ลด ละเลิกเหล้า มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนปัจจุบันหมู่บ้านนี้ได้รับการประกาศเป็นชุมชนปลอดเหล้าถาวร แต่กว่าจะสามารถทำได้ หรือกว่าจะเอาชนะใจชาวบ้านได้ ก็ต้องใช้วิธีการขอบิณฑบาตญาติโยมนานหลายปี
“ชาวบ้านนิมนต์อาตมามาจำวัดที่นี่เมื่อปี พ.ศ. 2546 มาแรกๆอาตมาก็นั่งกุมขมับ เพราะเป็นวัดเล็กๆ มีญาติโยมกินเหล้า แล้วยังเห็นวัยรุ่นกินเหล้าแล้วยกพวกตีกันในชุมชนและภายในวัดจนชินตา ขณะนั้นคิดว่าหากไม่ทำอะไร ก็จะไม่สามารถสร้างประโยชน์สุขแก่ชุมชนและวัดได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้น เชิญผู้นำชาวบ้านมานั่งพูดคุยกันว่า คิดอย่างไรและจะทำอย่างไร มีสาเหตุจากอะไร ญาติโยมตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า เป็นเพราะเหล้า”
วัดบ้านโนนมะเขือ ได้ดำเนินการวัดปลอดเหล้าก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอร์ ที่ประกาศใช้ห้ามจำหน่ายและดื่มเหล้าในที่สาธารณะด้วยซ้ำไป
พระครูศุภกิจมงคล เล่าต่อว่า เริ่มแรกขอบิณฑบาตรชาวบ้านไม่ให้ดื่มเหล้าในวัดจะได้หรือไม่ หลังจากนั้นจึงได้นัดหมายประชุมเฉพาะคนที่ไม่ดื่มเหล้ามาพูดคุยก่อนเป็นกลุ่มแรก รวมทั้งคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่เลิกดื่มเหล้าตามวัย ซึ่งตกลงกันว่าต่อจากนี้ไปจะไม่ให้มีการดื่มเหล้าในวัดและตั้งให้วัดเป็นเขตปลอดเหล้า
“นัดกลุ่มแรกมาพูดคุยสำเร็จ จากนั้นก็เรียกประชาชนทั้งหมู่บ้านมาพูดคุย หากใครไม่มาก็ให้ถือว่าต้องทำตามมติที่ประชาคมหมู่บ้านได้ตกลงกันไว้ เริ่มต้นพูดคุยกันเรื่องการกินเหล้าในวัดเป็นมารยาทที่ไม่ดีไม่เหมาะสม เพราะว่าวัดเป็นที่เคารพนับถือเป็นสถานที่สำคัญของพวกเรา หากเป็นอย่างนี้ อาตมาขอบิณฑบาตได้หรือไม่ ให้ยกมือ ข้างไหนมากก็เอาข้างนั้น ก็มีคนเห็นด้วยจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้ววันนั้น มีคนกินเหล้ามาร่วมไม่มากนักประมาณ 10 คน”
คล้อยหลังไม่กี่วัน พระครูศุภกิจมงคล ก็รีบขึ้นป้ายทันทีว่า “อย่ามากินเหล้าในวัด” เพราะเป็นมติของชาวบ้าน พร้อมร่างกฏของหมู่บ้านขึ้นมาบังคับใช้ โดยมีคณะกรรมการของหมู่บ้านจำนวน 35 คน มาทำงานร่วมกัน ร่างกฏหมู่บ้านที่เกี่ยวข้องกับการกินเหล้าในวัดแม้จะไม่ใช่กฏเหล็กแต่เป็นการประจานกรายๆ เช่น หากขายหรือเสพยาบ้า ก็ให้ออกจากหมู่บ้านหรือชุมชน แต่เรื่องกินเหล้า เบาลงมานิดหนึ่ง เช่น ฝ่าฝืน หรือทำผิดครั้งแรกให้กรรมการกล่าวตักเตือน ครั้งที่ 2 ก็ตักเตือนอีก ส่วนครั้งที่ 3 ลงโทษคือปรับ 1 พันบาท
นำร่องทำเรื่องวัดปลอดเหล้าสำเร็จแล้วก็ขยายไปสู่ชุมชนหมู่บ้านที่จะให้เป็นหมู่บ้านปลอดเหล้าต่อไปได้ พระครูศุภกิจมงคล จึงใช้สื่อวิทยุชุมชนและเทศนารณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกดื่มเหล่าทุกครั้ง โดยจะพูดถึงเรื่องโทษภัยของการกินเหล้าที่นำไปสู่ความเสื่อมในด้านต่าง เช่น ถ้ากินเหล้ากินยาแล้ว ทำให้ขาดการนับถือจากคนอื่น รวมทั้งถ้ากินเหล้ากินยามันทำงานไม่ได้ ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้เสื่อมจากคนอื่นที่เขาเคารพนับถือ นำไปสู่การทะเลาะวิวาท มีคนเจ็บ เป็นอัมพาตและเสียชีวิต
“ขณะเดียวกันอาตมาให้เด็กนักเรียนชั้น ม.3 – 5 ที่เรียนการใช้คอมพิวเตอร์ที่วัด ประมาณ 10 คน ไปสำรวจค่าใช้จ่ายในการกินเหล้าในรอบปีหนึ่ง โดยทำแบบสำรวจ แล้วให้เด็กกลุ่มนี้ไปสำรวจว่าในครอบครัวมีการใช้จ่ายเงินเพื่อกินเหล้ากินเบียร์เดือนหนึ่งๆ คนละเท่าไร ซึ่งขณะนั้นหมู่บ้านมีอยู่ประมาณ 74 หลัง ซึ่งได้มีการแบ่งโซนหมู่บ้านไปทำงานกัน ซึ่งสรุปรวมทั้งปีนั้นตัวเลขหมู่บ้านโนนมะเขือ ใช้เงินซื้อเหล้า ปีละ 360,000 บาท ซื้อบุหรี่อีกประมาณ 340,000 บาท รวมๆแล้ว 7 แสนบาท กลายเป็นหนี้เป็นสินเปล่า และเงิน 7 แสนบาท สามารถนำไปซื้อรถยนต์ใหม่ได้คันหนึ่ง”
ทางวัดและชุมชน ได้เริ่มทำให้ชาวบ้านเกิดการตื่นตัว โดยเริ่มที่คนที่เรียกว่ากินเหล้าหนักๆ ประเภทกินเช้ากินเย็น เพื่อให้เลิกกินเหล้าในปีแรกให้ได้ มีประมาณ 10 คน ที่กินเหล้าทุกวัน ซึ่งได้จัดทำและมอบโล่รางวัลให้หลังจากที่เขาเลิกเหล้าได้สำเร็จ และทางวัดได้ซื้อโค เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ที่เลิกเหล้าได้สำเร็จ ซึ่งตั้งใจจะหาโค 3 ตัว แต่มีผู้จิตศรัทธาร่วมบริจาคให้โค จำนวน 11 ตัว มามอบให้ด้วย ซึ่งต่อมามีหมู่บ้านโดนดอกแก้ว ในตำบลกาบิน เห็นดีด้วย ได้เชิญหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดบ้านโนนมะเขือไปอบรมเรื่องชุมชนปลอดเหล้า ซึ่งทำให้ได้โคมาเพิ่มเป็น 17 ตัว โดยปีนี้ตั้งใจจะทำให้ทุกหมู่บ้านในตำบลกาบิน จำนวน 12 หมู่บ้าน เป็นตำบลปลอดเหล้าต่อไป
หนูวรรณ อัปกาญน์ อดีตเคยกินเหล้าหัวราน้ำ เล่าว่า เริ่มกินเหล้าตั้งแต่เป็นทหาร ประมาณอายุ 25 ปี แต่มาเลิกกินเหล้าถาวรช่วงหลวงพ่อเริ่มโครงการให้คนในหมู่บ้านเลิกกินเหล้า 2546 ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าเงินทองที่หามาได้หมดไปกับการกินเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ไม่เหลือแม้แต่จะให้ครอบครัวใช้จ่าย เมามาที่ไหร่จะมีปากเสียงกับภรรยาเป็นประจำ หลังเลิกเหล้าแล้วชีวิตครอบครัวดีขึ้นมาก หนี้สินที่ก่อพะรุงพะรังก็ใช้หมด และที่สำคัญสุขภาพแข็งแรง
ทุกวันนี้ บ้านโนนมะเขือ เป็นชุมชนเข้มแข็ง เพราะมีทุนทางสังคม ทุนทางปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม หรือแม้จะเป็นเรื่องแหล่งทุน ชาวบ้านที่นี่ มีการรวมกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ และเป็นการจัดการช่วยเหลือด้านสวัสดิการของชุมชน ปัจจุบันมีเงินสัจจะ รวมกันกว่า 800,000 บาท สวัสดิการที่จัดให้สมาชิกและชุมชน คือการช่วยเหลือหากเสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลือจัดการศพ รายละ 5,000 บาท มีเงินทำขวัญลูก คนละ 1,000 บาท หากเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล มีเงินสวัสดิการช่วยเหลือและค่าใช้จ่ายในการเฝ้าไข้ คืนละ 800 บาท หากมีความเดือดร้อนที่จะต้องใช้เงิน สามารถกู้ยืมได้ โดยคืนเงินกู้ภายใน 10 เดือน ซึ่งสมาชิกทุกคนถือสัจจะและปฏิบัติตามกฏกติกาของกลุ่ม จึงทำให้ไม่มีปัญหา
หมู่บ้านโนนมะเขือ นับว่าเป็นตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งแบบอย่างของหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและประชาคมหมู่บ้านอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข







